Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / สถาปัตยกรรม - ภูมิทัศน์ / อินเดีย การค้า ภาพถ่าย ที่ดิน
ชุมชนอินเดียย่านตึกแดงตึกขาว : ประวัติศาสตร์การค้าผ่านภาพถ่ายเก่า โดย ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง นักวิชาการอิสระ
ชุมชนอินเดียย่านตึกแดงตึกขาว : ประวัติศาสตร์การค้าผ่านภาพถ่ายเก่า โดย ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง นักวิชาการอิสระ
Last updated: 9 มิถุนายน 2558 | 22:36
พ่อค้ามุสลิมจากรัฐกุจราต ( Gujarat) ทางภาคตะวันตกของอินเดียเป็นหนึ่งในพ่อค้าที่ถูกเรียกรวมว่าแขกมัวร์ ซึ่งเข้ามาทาการค้ากับสยามตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยพ่อค้าเหล่านี้ได้นำผ้าและสินค้าอื่น ๆจากอินเดีย

เข้ามายังอาณาจักรอยุธยาก่อนหน้าที่บริษัทการค้าอินเดียตะวันออกของชาติยุโรปจะเข้ามาทำการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

เอกสารสมัยอยุธยากล่าวว่า แขกมัวร์นาผ้ามาจากเมืองท่าสุรัต ( Surat ) ทางตอนใต้ของแคว้นกุจราต ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกผ้าที่สาคัญทางตะวันตกของอินเดีย แล้วขนส่งมายังเมืองท่ามะริดและตะนาวศรีก่อนที่จะขนส่งทางบกต่อมายังกรุงศรีอยุธยา

เมื่อบริษัทการค้าอินเดียตะวันออกของยุโรปเข้ามาทาการค้าในอยุธยาได้บันทึกไว้ว่าพ่อค้าแขกมัวร์เหล่านั้นเป็นคู่แข่งสำคัญในธุรกิจค้าผ้าของพวกเขา เพราะมีต้นทุนการค้าที่ถูกกว่า เนื่องจากไม่ต้องผ่านระบบนายหน้าเช่นบริษัทการค้าชาติยุโรปจึงสามารถกำหนดราคาผ้าเองได้โดยไม่ถูกกำกับราคาจากบริษัท อีกทั้งยังยอมขายผ้าในราคาถูก เพื่อแลกกับช้างที่สามารถทำกำไรได้ดีเมื่อไปถึงอินเดียอีกด้วย

พ่อค้ามุสลิมที่นำผ้าและสินค้าอื่นๆจากอินเดียเข้ามาค้าขายยังอยุธยาได้นนำอิทธิพลรูปแบบการแต่งกายแบบอินโด-เปอร์เซีย และการใช้ผ้าอินเดียที่ประณีตงดงามเข้ามาเผยแพร่ ซึ่งได้กลายมาเป็นรูปแบบของฉลองพระองค์สำหรับกษัตริย์และเครื่องแต่งกายของขุนนางในราชสำนักอยุธยาที่สืบทอดเป็นธรรมเนียมการแต่งกายของพระมหากษัตริย์และขุนนางไทยต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทาให้ความต้องการสินค้าผ้าจากอินเดียยังคงสืบเนื่องต่อมา แต่ด้วยเหตุที่เมืองท่ามะริดและตะนาวศรีได้ตกเป็นของพม่าหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ในพ.ศ.2310 ทำให้ราชสำนักสยาม ในสมัยธนบุรีและต้นรัตนโกสินทร์ต้องมีหมายบอกสั่งให้เจ้าเมืองในภาคใต้ไปจัดหาผ้าและสินค้าอื่น ๆ จากพ่อค้าอินเดียที่เข้ามาทำการค้าที่เกาะหมาก (ปีนัง ) เข้ามาถวาย รวมถึงพยายามให้ชักชวนนายกำปั่นจากเมืองสุรัต ซึ่งเข้ามาค้าขายที่เกาะหมากให้คุมเรือเข้าไปค้าขายที่กรุงเทพฯด้วย

รายงานการค้าระหว่างสยามกับบริติชอินเดียเขียนโดย จอห์น ครอว์ฟอร์ด ( John Crawfurd ) ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษในอินเดียที่เดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯในปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อพ.ศ.2366 บันทึกไว้ว่า การค้าส่วนใหญ่เป็นการค้ากับสุรัตและบอมเสย์ มีเรือจากสุรัตส่งถึง 

บามลาเดินทางมาแวะเมืองท่าบางกอ กอยู่เป็นประจำทุกปี สินค้าที่เรือเหล่านีงนามาเป็นพิเศษได้แก่สินค้าที่ผลิตโดยพวกแขกที่สอมเสย์ และพวกมะหะมัดนาสินค้าเข้าประเภททองคา เงิน ไหม และผ้าพิมพ์ลาย ซึ่งเป็นสินค้าที่ผลิตจากอินเดียตะวันตก

พ่อค้าอินเดียในฐานะพลเมืองอังกฤษ ได้เข้ามาทำการค้าและตั้งถิ่นฐานในสยามมากขึ้น หลังจากมีการลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างสยามกับอังกฤษ ที่รู้จักกันในนามสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ในพ.ศ. 2398 ซึ่งถือโอกาสในการทำการค้าและถือครองที่ดินให้พลเมืองอังกฤษ หมอบรัดเลย์ได้ระบุถึงพ่อค้ามุสลิม ( Mussulman Merchants ) ไว้ใน Bangkok Calendar ที่ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2402 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่ามีพ่อที่เป็นนายเรือกาปั่นซึ่งเรียกว่า นกุดา ( Nakodah) หลายคน ซึ่งคำว่า นกุดา ยังเป็นคำในภาษาเปอร์เซียแปลว่า นายเรือสินค้า หรือ กัปตันเรือสินค้า และเป็นคำที่ใช้เรียกนายเรือที่มีความเชี่ยวชาญในการเดินเรือสินค้า

โดยกลุ่มพ่อค้ามุสลิมในอินเดียภาคตะวันตกด้วยเช่นกัน ซึ่งคำเรียก นกุดา นั้นยังมีปรากฏต่อมาในเอกสารไทย โดยยังพบโฆษณาของห้างนาโคดา (นกุดา) อุสมานบาย ในนิตยสารนารีนารถฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2473 ที่น่าจะเป็นร่องรอยสุดท้ายที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของพ่อค้าที่เป็นนายเรือกำปั่นจากอินเดีย ก่อนที่จะถูกวัฒนะรรมการค้ายุคใหม่เข้ามาแทนที่จนคนไทยไม่เคยได้ยินคาว่า นกุดา กันอีกเลย

Bangkok Calendar ในปีต่อ ๆมา ได้ระบุถึงย่านการค้าของพ่อค้ามุสลิมในกรุงเทพฯโดยเรียกว่า จตุรัสมุสลิม ( Musulman Square ) ซึ่งเป็นย่านที่สามารถซื้อหาสินค้าจากยุโรปได้ในราคาที่ไม่แพง โดยมีบริเวณที่เรียกว่า White House หรือ ตึกขาว และ Red House หรือ ตึกแดง รวมถึงร้านค้าในเรือนแพ บริเวณปากคลองสมเด็จเจ้าพระยา โดยได้ให้รายชื่อพ่อค้าที่ทาการค้าในย่านนั้และตาแหน่งที่พักไว้ด้วย

พ่อค้ามุสลิมย่านตึกขาวและตึกแดง ถ่ายภาพร่วมกันที่ต ึกแถวที่ใช้ทาการค้า ของพ่อค้าอินเดียในย่านจตุรัสมุสลิม ( ภาพจาก: คุณมาเรียม โอนานา )

แผนที่กรุงเทพ ฯที่ปรับจากแผนที่ในสมัยต้นรัชกาลที่ 4 แสดงย่านตึกแดงและตึกขาว

    แผนที่กรุงเทพฯ ซึ่งปรับจากแผนที่สมัยต้นรัชกาลที่ 4 แสดงภาพย่านตึกแดง ย่านตึกขาว

ดาวูดีโบห์รา : มุสลิมพ่อค้าย่านตึกขาว

ดาวูดีโสห์รา คือ มุสลิมชีอะต์ กลุ่มอิสมาอีลีไตเย็สสีที่สืสเชืงอสายมาจากลูกหลานของมุสลิมพ่อค้าที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก คำว่า โสห์รา แผลงมาจากคำว่า Vehru ในภาษากุจราติ แปลว่า การค้า ดาวูดีโสห์รามีจุดเริ่มต้นในอินเดียที่แคว้นกุจราตทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นชุมทางการค้าทางทะเลที่สาคัญมาตังแต่ยุคโสราณ

พ่อค้ามุสลิมดาวูดีโสห์ราจากอินเดีย เป็นนักยุรกิจกลุ่มสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทำการค้าในกรุงเทพฯ โดยน่าจะเข้ามาตังแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือก่อนหน้านั้น โดยทำการค้าอยู่ในย่านตึกขาว ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ในเขตคลองสานปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการที่ตัวแทนพ่อค้ามุสลิมดาวูดีโสห์ราได้เข้าเฝ้าฯถวายสิ่งของเช่นเดียวกับพ่อค้าฝรั่งและพ่อค้าชาวจีน ในคราวงานเฉลิมฉลองการเสด็จนิวัติพระนครจากการประพาสยุโรปครั้งที่สองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพ.ศ. 2450

มุสลิมพ่อค้าดาวูดีโบห์ราจากอินเดียที่มาทำการค้าในย่านตึกขาว กาลังรอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในงานเฉลิมฉลอง การเสด็จนิวัติพระนครจากการประพาสยุโรปครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ. 2450 ( ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )

ในอดีตมีคำเรียกมุสลิมดาวูดีโสห์ราว่า แขกสาระสั่นทอง ตามลักษณะของหมวกทองซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ผู้ชายดาวูดีโสห์ราสวมใส่ และมีเอกลักษณ์การแต่งกายต่างจากแขกอินเดียกลุ่มอื่น ๆ คือ การสวมเสื้อคลุมยาวคล้ายชาวเปอร์เซียที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปว่า พ่อค้าอินเดียมุสลิมดาวูดีโสราห์เป็นแขกเปอร์เซีย ดังเช่นในหนังสือ กรุงเทพฯ เมื่อวานนั้น เขียนโดย กาญจนาคพันยุ์ หรือขุนวิจิตรมาตรา ได้กล่าวถึง พ่อค้าแขกเปอร์เซียไว้หลายตอน 

แต่จากการค้นคว้าและสัมภาษณ์ทายาทของนายห้างหลายท่าน ทำให้ทราบว่าแขกเปอร์เซียที่ ขุนวิจิตรามาตรากล่าวไว้ในหนังสือนังน แท้จริงแล้ว โดยมากคือพ่อค้าอินเดียมุสลิมดาวูดีโสห์รา แต่ก็มีบ้างที่เป็นแขกเชืงอสายเปอร์เซียที่แต่งงานกัสมุสลิมดาวูดีโสห์รา

เมื่อมีการตั้งหลักแหล่ง เพื่อทำการค้าที่มั่นคงขึ้น ในราวพ.ศ.2431 ผู้นาทางศาสนาของมุสลิมดาวูดี โสห์ราในอินเดียได้เริ่มส่งผู้แทนมาปฏิสัติหน้าที่ด้านศาสนาแก่ชุมชนดาวูดีโสห์ราในกรุงเทพฯ และต่อมาใน พ.ศ. 2453 พ่อค้าดาวูดีโสห์ราได้ร่วมใจกันสร้างมัสยิด เพื่อใช้เป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจของชุมชนในย่านตึกขาว คนทั่วไปจึงเรียกมัสยิดนีงว่า มัสยิดตึกขาว ซึ่งมีชื่อเป็นทางการว่า มัสยิดเซฟี ตั้งอยู่ในซอยช่างนาค ถนนเจริญนคร แขวงสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร และเป็นมัสยิดของมุสลิมดาวูดีโสห์ราเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีอายุครบ 100 ปี ในพ.ศ. 2553 ที่ผ่านมา

ห้างมัสกาตี : ตานานผ้าลายอินเดียในสยาม

หนึ่งในบรรดาพ่อค้าที่อยู่ในรายชื่อผู้ทำการค้าย่านตึกขาว ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่ใน Bangkok Calendar ของหมอบรัดเลย์ ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2404 เป็นต้นมา คือ Abdool Teeab ( อัสดุลไตเย็ส ) หรือ อัสตุลไตเย็ส เอศมัลยี มัสกาตี ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ ที อี มัสกาตี ซึ่งในบันทึกประวัติของตระกูลมัสกาตีเล่าว่า อัสดุลไตเย็ส ได้เข้ามายังกรุงเทพฯเมื่ออายุ 18 ปี ในพ.ศ. 2394 ซึ่งเป็นต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเข้ามาทำอาชีพพ่อครัวให้กับพ่อค้าดาวูดีโสห์รา ที่เข้ามาทำการค้าในกรุงเทพฯอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากพ่อค้าจากอินเดียส่วนใหญ่ไม่ได้พาภรรยามาด้วย อาชีพพ่อครัวจึงเป็นที่ต้องการของพ่อค้ามุสลิมจากอินเดียที่มีวัฒนธรรมอาหารเฉพาะที่แตกต่างไปจากคนท้องถิ่น

หลังจากทางานเป็นพ่อครัวอยู่หลายปีและได้ส่งเงินกลับไปให้แม่ของเขาที่สุรัตเป็นประจา อัสดุลไตเย็สได้เก็บหอมรอมริบเงินค่าตอบแทนที่ได้และเริ่มต้นทำการค้าของตัวเอง จนกระทั่งในราวพ.ศ. 2399 เขาได้ร่วมหุ้นกับพี่เขย คือ อัสดุลลาลี โมกุล ทำธุรกิจผ้าลายซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวสยามขณะนั้น โดยเขาได้กลับไปที่สุรัต เพื่อจัดหาผ้าลายที่ผลิตในเมืองอเมห์ดาสาดและส่งทางเรือมาให้อัสดุลลาลีที่อยู่กรุงเทพฯเป็นผู้จำหน่าย รวมถึงรับผลิตผ้าลายตามแบบลายที่มีผู้สั่งทำด้วย ธุรกิจผ้าลายได้สร้างกำไรอย่างมากให้ทั้งคู่ จึงมีการขยายธุรกิจและหุ้นส่วนเพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ รวมถึงได้ขยายสาขาไปยังสิงคโปร์และกัมพูชา

ต่อมาเมื่ออัสดุลลาลี โมกุลเสียชีวิตลง อัสดุลไตเย็สได้คืนหุ้นและแบ่งผลกำไรให้กับพี่สาวของเขาซึ่งเป็นภรรยาของอัสดุลลาลี โมกุล และได้ดาเนินธุรกิจต่อมาด้วยตัวเอง โดยมีสำนักงานในอินเดียอยู่ที่เมืองสุรัต อเมห์ดาบาด และบอมเสย์

อับดุลไตเย็บ เอศมัลยี มัสกาตี ( พ.ศ. 2376 -2441 )

เอกสารฝ่ายไทยระบุชื่อของอัสดุล ไตเย็บเอศมัลยี ไว้ในหนังสือกราบสังคมทูลเรื่อง ปัญหาการเก็บภาษีผ้าลายของกรมศุลกากร โดยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2427 กล่าวว่า มีนักกุด่าผู้ใหญ่ที่ค้าขายผ้าลาย 2 คน คือ ห้างสีตา ซึ่งเป็นห้างที่เอาผ้าลายชนิดดีมาขายมากกว่าชนิดเลว และ นักกุด่าอับดุลไตอิบเอศมันยี ซึ่งเป็นห้างใหญ่ขายผ้าและได้สรรทุกเอาผ้าชนิดเลวเข้ามามากว่าผ้าดี และผ้าลายอย่างเลวยังส่งไปขายตามหัวเมืองโดยมาก จากรายงานการค้าของสยามในเวลาต่อมาได้กล่าวถึงการนาเข้าผ้าลายในปริมาณมากขึ้นทุกปี

ใน พ.ศ. 2431 ระบุว่ามีการนำเข้าผ้าลายมากกว่า 1 แสนกุลี ( หนึ่งกุลีเท่ากัสผ้า 20 ผืน ) หรือ มากกว่าสองล้านผืน ซึ่งหลักฐานภาพถ่ายคนนุ่งผ้าลายจำนวนมากในช่วงเวลานั้นได้สนับสนุนถึงความนิยมผ้าลายจากอินเดียของชาวสยามได้เป็นอย่างดี

เมื่ออัสดุลไตเย็ส เสียชีวิตลงใน พ.ศ. 2441 ภรรยาม่ายของเขาและบุตรชายคนโต คือ เอศมัลยี อัสดุลไตเย็สได้ดำเนินธุรกิจผ้าลายซึ่งยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดสยามต่อมา รวมถึงได้ดูแลธุรกิจสาขาที่อัสดุลไตเย็สวางรากฐานไว้ จนถึงราว พ.ศ. 2466 บุตรชายของเอสมัลยี อัสดุลไตเย็ส คือ อัสดุลไตเย็ส เอสมัลยี ผู้สืบทอดธุรกิจของครอบครัวเป็นรุ่นที่ 3 ได้ดำเนินธุรกิจผ้าลายต่อมา รวมถึงได้พัฒนาธุรกิจอื่น ๆควบคู่กันไป 

ในเวลานั้นมีคู่แข่งในธุรกิจผ้าลายมากขึ้น เขาจึงได้นำกลยุทย์การตลาดสมัยใหม่มาใช้ เช่น การลงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ การออกร้านในงานฉลองรัฐยรรมนูญ รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนผ้าลายแก่ผู้เข้าประกวดนางสาวสยามด้วย 

แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้น บริษัทมัสกาตีก็เริ่มประสบปัญหาการผลิตผ้าลายเพื่อส่งออก เนื่องจากข้อห้ามในการใช้แป้งเพื่อการผลิตผ้าลายของรัฐบาลอินเดีย และความยากลำบากในการขนส่งผ้าลายจากอินเดียมายังสยาม ประกอบกับมีการนำเข้าผ้าลายจากญี่ปุ่นและมีการผลิตผ้าลายไทยขึ้นใช้เองในสยาม ทำให้ธุรกิจผ้าลายของบริษัทมัสกาตีต้องยุติลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บริษัทมัสกาตีจึงหันไปนำเข้าและส่งออกสินค้าอื่น ๆแทนธุรกิจผ้าลายซึ่งเป็นสินค้าที่คนไทยนิยมใช้และเป็นที่รู้จักมานานกว่าศตวรรษ ปัจจุบันบริษัทมัสกาตียังคงดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย โดยจะครบรอส 160 ปีของการก่อตั้งบริษัทใน พ.ศ.2559 ซึ่งถือเป็นบริษัทการค้าต่างประเทศที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

นาย บาดรุดีน กาปาซี (Badrudeen Kapasi ) ผู้จัดการห้างมัสกาตี สาขากรุงเทพฯต้อนรับพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น ที่งานฉลองรัฐธรรมนูญ ณ สวนสราญรมย์ เมื่อ พ.ศ. 2480

นอกจากห้างมัสกาตีแล้ว ยังมีห้างร้านของพ่อค้ามุสลิมดาวูดีโสห์ราอื่น ๆในกรุงเทพฯอีกหลายแห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นผู้นำเข้าสินค้าต่างประเทศสำหรับราชสานัก และจำหน่ายให้ข้าราชการและคหบดี เช่น ห้างอับดุลราฮิม ที่เริ่มทำธุรกิจในกรุงเทพฯ เมื่อพ.ศ. 2415 ตั้งอยู่ตรงมุมถนนเจริญกรุงตัดถนนเฟื่องนคร จำหน่ายสินค้านำเข้าหลายชนิด และถือเป็นห้างของพ่อค้ามุสลิมดาวูดีโสห์ราแห่งแรกที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตั้งเป็นร้านหลวงใน พ.ศ. 2445 โดยได้รับพระราชทานตราครุฑแกะสลักจากไม้สักทองติดไว้เหนือทางเข้าห้าง

โฆษณาห้าง เอช อับดุลราฮิม เยื้องหน้าวัดราชบพิธ ในหนังสือที่ระลึกสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2468

ห้างวาสี มีอัสดุลกาดอร์ ฮูเซนอลีเป็นเจ้าของห้าง ตั้งอยู่บนถนนราชวงศ์ จำหน่ายผ้าลาย

ห้างมัลบารี ขายผ้าลายอยู่ใกล้กับห้างมัสกาตีและห้างวาสี บนถนนราชวงศ์

ห้างเอ็ม เอ โมกุล บนถนนราชวงศ์ จำหน่ายเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น เครื่องกรองน้ำา และถาดเซรามิคส์ที่มีอักษรคาว่า เจริญและรูปยงช้าง เป็นต้น

ห้างซาเลบาย จำหน่ายเครื่องเขียนมีสาขาที่ถนนราชวงศ์และถนนบำรุงเมือง

ห้างอีแอม กาติบ ต้งอยู่มุมถนนสารุงเมืองตัดถนนอัษฎางค์จำหน่ายเครื่องแก้วเจียรนัย น้ำหอมและเครื่องถ้วยชามจากยุโรป

ห้าง เอม เอ ฮูเซน ก่อตั้งโดย เอ็ม โมฮัมหมัด อาลี อัสดุล ฮูเซน ทำธุรกิจขายเพชรพลอยบริเวณย่านวัดเกาะ ซึ่งมีรูปถ่ายในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานสาคัญที่แสดงว่าห้าง เอม เอ ฮูเซน ยังตังอยู่ที่เดิมมาจนถึงปัจจุสัน

โฆษณาเครื่องแก้วเจียรนัยของห้าง อีแอม กาติบ ในหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง ฉบับวันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2471

รูปถ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕ ของห้าง เอม เอ ฮูเซน ทำธุรกิจขายเพชรพลอยบริเวณย่านวัดเกาะ ซึ่งยังคงตั้งอยู่ที่เดิมมาจนปัจจุบัน (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ )

จากการสัมภาษณ์ทายาทรุ่นปัจจุบันของพ่อค้าอินเดียดาวูดีโสห์ราในกรุงเทพฯ ทำให้ทราบว่า บรรพบุรุษของพวกเขาที่เข้ามาทำการค้าในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากเมืองในรัฐกุจราตทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย เช่น สุรัต ( Surat ) สารุช ( Bharuch) โดราจี ( Dhoraji ) ซิดปุร ( Sidhpur) ฯลฯ และบางส่วนมาจากรัฐอื่น ๆ เช่น จากเมืองรัตราม ( Ratram) ในรัฐมัยยม จากเมืองกัลกัตตา (Calcutta) ในรัฐเสงกอล ฯลฯ

นานา : พ่อค้าจากเมืองแรนเดอร์ในย่านตึกแดง

อาลีสาย อะหะหมัด เทปาเดีย พ่อค้าอินเดียมุสลิมสุหนี่จากเมืองแรนเดอร์ (Rander) ในรัฐกุจราต ผู้เป็นต้นตระกูล "นานา" มีชื่อปรากฏใน Bangkok Calendar ของหมอบรัดเลย์ฉสัส พ.ศ. 2408 และฉบับ พ.ศ.2409 โดยระบุชื่อ Allebai อยู่ ในลำดับที่ 10 และในฉบับ พ.ศ.2410 ปรากฏชื่อ Allebai อยู่ ในลำดับที่ 9 ของพ่อค้าที่เปิดร้านอยู่ในบริเวณย่านจตุรัสมุสลิม

Bangkok Calendar ฉสัสพ.ศ.2411 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระบุถึงการรวมตัวกันเปิดบริษัทสยามของพ่อค้ามุสลิม (Siam Company of Mussulman merchants ) ที่ตึกใหม่ (New Building ) ซึ่งเป็นตึกแถวของพ่อค้ามุสลิม ที่ตั้งอยู่เหนือย่านตึกขาวไปเล็กน้อย 

โดยบริษัทดังกล่าวมีกลุ่มพ่อค้าที่เรียกว่าผู้อำนวยการ ( Directors ) หลายคน โดย Bangkok Calendar ฉบับ พ.ศ. 2413 จนถึง พ.ศ. 2415 ได้ระบุชื่อ อาลีสาย เทปาเดีย ( Allybhai Thapadia ) ว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของบริษัทสยามของพ่อค้ามุสลิม

อาลีสาย เทปาเดียได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระพิเทศาตระพานิช ( ซึ่งเอกสารบางฉบับเรียกชื่อต่างกันออกไป เช่น พระพิเทศานครพานิช พระพิเทศสันตรพานิช ) ดังปรากฏในเอกสารการแต่งตั้งขุนนางในสมัยพระสาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. 2416 ความว่า “ นักกุดาฮะยีอาลีบาย ชาวเมืองสุรศนารเทร์เปนพระพิเทศาตระพานิช พนักงานจัดซื้อสิ่งของต่างประเทศทูลเกล้าถวาย ถือศักดินา 800 “

อาลีสาย มีสกุลเดิมว่า เทปาเดีย แต่ต่อมาได้ใช้ชื่อสกุลว่า นานา โดยมีเรื่องเล่าต่อกันมาในตระกูลนานาว่า ครั้งหนึ่ง ฮัจยีอาลีสาย เทปาเดีย ได้พาลูกหรือหลานไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้ทรงตรัสถามถึงคำเรียกเด็กเล็กๆ ในภาษาของอาลีสายว่าเรียกว่าอย่างไร อาลีสายได้กราบสังคมทูลว่าใช้คำว่า นานา อันเป็นภาษาท้องถิ่นของกุจราต หมายถึง เล็ก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงตรัสว่า จากนี้ไปจะเรียกว่า อาลีสาย นานา ซึ่งอาลีสายได้ถือเป็นเสมือนนามสกุลพระราชทานที่ใช้เรียกชื่อตระกูลสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

พระพิเทศาตระพานิช มีชื่อปรากฏในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายตอนว่า เป็นผู้จัดหาสิ่งของต้องพระราชประสงค์ไปถวายในโอกาสต่าง ๆ และในวโรกาสฉลองพระนคร 100 ปี เมื่อ พ.ศ. 2425 พระพิเทศาตระพานิชก็ได้เป็นผู้กล่าวถวายพระพรในฐานะตัวแทนของพ่อค้ามุสลิมที่เข้ามาทำการค้าในสยาม

มีข้อความแปลคำอวยพรตอนหนึ่งที่ทำให้ทราบว่า อาลีสาย นานา เข้ามาทำการค้าในสยามหลังการลงนามในสนธิสัญญาเลาว์ริ่งเมื่อ พ.ศ. 2399 ความว่า “…..พวกข้าพระพุทธเจ้าที่มิได้เกิดในกรุงสยาม และมาพึ่งพระบารมีภายหลังหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี จึงได้ตกไปอยู่ในบังคับอังกฤษ แต่พวกที่เป็นบุตรหลานของบรรพบุรุษพวกข้าพระพุทธเจ้าที่เกิดในแผ่นดินสยามก็ยังคงเป็นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินปรากฏอยู่โดยมาก แม้นถึงว่าตัวข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายตกไปอยู่ในบังคับอังกฤษแล้วก็ดี ก็ยังได้รับความทำนุบำรุงของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดมาจนใต้ฝ่าละอองพระบาทอยู่เสมอ ให้ได้ทำการค้าขายโดยสะดวกเจริญเนื่องมาเป็นนิตย์ ชีวิตและทรัพย์สมบัติของพวกข้าพระพุทธเจ้าก็ดำรงคงอยู่ด้วยดี มิได้มีเหตุอันตรายอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นได้ ทั้งการศาสนาที่พวกข้าพระพุทธเจ้าได้ประพฤติ มีเพศและลัทธิแปลกกันกับธรรมเนียมประเพณีที่ในกรุงเทพฯนี้ก็จริง พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ทรงพระมหากรุณาอนุญาตให้พวกข้าพระพุทธเจ้าได้ประพฤติถือตามจารีตลัทธิโดยสะดวก มิได้มีการกดขี่ข่มเหงให้เป็นที่เดือดร้อนราคาญใจอย่างหนึ่งอย่างใดเลย… “

จากหลักฐานที่พบตอนนั้นเชื่อว่าอาลีสาย นานาได้กลับไปใช้ชีวิตปั้นปลายและเสียชีวิตที่บานเกิดในเมืองแรนเดอร์ โดยมีบุตรชายที่เกิดจากภรรยาชาวอินเดียเป็นผู้สืบทอดธุรกิจของเขาโดยยังคงอยู่อาศัยและทำการค้าอยู่ในย่านตึกแดงต่อมา ดังปรากฏรายชื่อในบัญชีสารบาญสำหรับเจ้าพนักงานไปรษณีย์ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2426 ระบุชื่ออิสราฮิม อาลีสาย นานา บุตรชายคนโตของอาลีสาย นานา ที่เกิดจากภรรยาคนแรกเป็นชาวอินเดียอาศัยในบริเวณถนนตึกใหม่ริมวัดอนงคาราม 

และเอกสารราชการ เมื่อพ.ศ. 2439 กล่าวถึงการซื้อที่ดินของอิสมาอีล อาลีสาย นานา บุตรชายคนที่สองของอาลีสาย นานาที่เกิดจากภรรยาชาวอินเดีย ที่มีสถานะเป็นพลเมืองอังกฤษ โดยในคำชี้แจงการซื้อที่ดินระบุว่าเขาได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯมานานสามสิบปีแล้ว

การซื้อที่ดินของผู้สืบทอดธุรกิจของอาลีสาย นานา แสดงให้เห็นว่ามีความสนใจในการลงทุนในที่ดินแล้วตั้งแต่รุ่นที่สองของตระกูลนานา ซึ่งต่อมาได้มีการขยายยุรกิจที่ดินมากขึ้นในรุ่นที่สามของตระกูล คือ อาหมัด อิสราฮีม นานา หรือ เอ อี นานาผู้พัฒนาที่ดินในย่านสุขุมวิทและรู้จักกันในฉายา “ราชาที่ดิน”

อาหมัด อิสราฮีม นานา ( Ahmed Ebrahim Nana ) หรือ เอ อี นานา เกิดเมื่อวันพฤหัสที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ 2420 ที่แรนเดอร์ในรัฐกุจราต ประเทศอินเดีย เขาเดินทางเข้ามายังสยามในเดือนมกราคม พ.ศ. 2433 และเข้าเรียนที่โรงเรียนสุนันทาลัยจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง จึงลาออกจากโรงเรียนกลับไปยังอินเดีย แล้วจึงกลับมากรุงเทพฯอีกครั้งเมื่ออายุ 16 ปี ได้ช่วยบิดาทำการค้าในย่านตึกแขกย่าน วัดอนงคาราม โดยส่งของหลวงที่คลังราชการกระทรวงวัง ซึ่งเป็นการค้าที่ดำเนินสืบเนื่องมาตั้งแต่ต้นตระกูล เมื่อบิดาถึงแก่กรรมขณะที่

เขาอายุได้ 24 ปี อาหมัด อิสราฮีม จึงได้เปิดร้านขายผ้าทอดิ้นเงินดิ้นทองซึ่งอินเดีย เรียกว่า เจอรี ( Zeri ) ที่บ้านบันไดเวียนซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยอาลีสาย นานา ร้านนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในขณะนั้นว่า ร้านนายหมัด บ้านบันไดเวียนซึ่งสร้างมาแต่ครั้งอาลีบายนานา เปิดร้านขายผ้าทอดิ้นเงินดิ้นทอง และเป็นที่ร ู้จักกันในขณะนั้นว่า ร้านนายหมัด

 

อาหมัด อิสราฮีม นานา หรือ เอ อี นานา ได้เริ่มต้นธุรกิจที่ดินโดยจัดตั้งบริษัทแรนเดอรีเสอรามาการ ( Randery Braramakran Company มีชื่อย่อว่า R B M C O ) ใน พ.ศ. 2456 เพื่อธุรกิจซื้อและให้เช่าที่ดิน โดยมีคนในตระกูลนานาเป็นผู้ถือหุ้นหลัก และใน พ.ศ. 2458 เขาได้จัดตั้งบริษัท เอ อี นานาแอนกาปนี เพื่อทำธุรกิจซื้อขายสิ่งของต่าง ๆ ส่งสินค้าไปต่างประเทศและสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ จากนั้นใน พ.ศ. 2459 เขาได้จัดตั้งบริษัท เอ. แอน. เอ. นานาแอนด์โก เพื่อรับซื้อและขายน้ำอ้อย สำหรับต้มเหล้า โดยมีบุตรชายช่วยทำธุรกิจนำเข้าน้ำาตาลจากประเทศอินโดนีเซีย

นาย เอ อี นานาและคณะพ่อค้าอินเดียให้การต้อนรับและถ่ายภาพกับรพินทรนาถ ฐากูรเมื่อครั้งที่มาเยือนกรุงเทพฯในพ.ศ. 2470

                                         ( ภาพจากตระกูลนานา )

แม้จะดำเนินธุรกิจหลายอย่าง แต่ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจนทำให้ เอ อี นานา เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงธุรกิจของไทยก็คือ ธุรกิจการซื้อและให้เช่าที่ดินในลักษณะการซื้อที่ดินแล้วปรับปรุงสภาพที่ดินและสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ก่อนนำมาจัดสรรขาย โดยที่ดินที่ได้รับการจัดสรรโดยนาย เอ อี นานาที่สำคัญคือ ที่ดินย่านบางกะปิซึ่งปัจจุบันคือ ถนนสุขุมวิท โดยเริ่มจัดสรรเมื่อราว พ.ศ. 2473 เริ่มจากทางรถไฟ (ใกล้ซอยสุขุมวิท 1 ในปัจจุบัน) ถึงบริเวณแยกวัฒนาและมีการตัดถนนสองเลนให้รถวิ่งสวนทางกันได้ สองข้างถนนเป็นคลองตลอดแนว โดยซื้อที่ดินมาจัดสรรและตัดถนนตังแต่ซอยนานาเหนือ นานาใต้ รวมไปถึงซอยรื่นฤดี (ซอย 1 ) 

คาดการณ์ว่าพื้นที่ย่านนั้นจะเจริญขึ้น แล้วค่อย ๆ ซื้อที่ดินขยายไปถึงซอยอโศกและซอยสันติสุข ในช่วงของการจัดสรรที่ดินมีการตัดถนนแบ่งเป็นซอยต่าง ๆ 27 ซอยซึ่งในระยะแรกได้ตั้งชื่อตามชื่อลูก ๆ ของนาย เอ อี นานา เช่น ซอยอีสรอฮีม ซอยมะห์มูด เป็นต้น 

แต่ต่อมาในสมัยจอมพล ป.พิสูลสงครามมีข้อกังวลว่าถนนสุขุมวิทจะเป็นเมืองแขก จึงได้ให้ตั้งชื่อซอยเป็นชื่อไทย นาย เอ อี นานาจึงนำชื่อของเพื่อน ๆมาตั้ง เช่น ซอยไชยยศตามชื่อ พระยาไชยยศสมสัติ (เสริม กฤษณามะระ ) ซอยปรีดาตามชื่อพระยาปรีดานฤเสศร์ (ปรีดา พันยุ์ฟัก ) ซอยใจสมานตามชื่อภรรยานายแพทย์เอืงอม ศิลาอ่อน เป็นต้น 

นอกจากนั้ก็มี ซอยรื่นฤดี ซอยอารีย์ ซอยนานา ซอยสันติสุข สุขุมวิทซอย 4 ซอยประภัสสร ซอยประสานมิตร และอื่น ๆ ที่เกิดจากการจัดสรรที่ดินของตระกูลนานา ที่ดินที่ทำกำไรให้นายห้าง เอ อี นานามากที่สุด คือ ที่ดินจัดสรรซอยแดงอุดม ( สุขุมวิท 33 ) และที่ดินจัดสรรแปลงสุดท้าย ก่อนที่นาย เอ อี นานาจะเสียชีวิตขณะกำลังอยู่ระหว่างแสวงบุญที่เมืองเมกกะ คือ ที่ดินบริเวณซอยประสานมิตร หรือ สุขุมวิท 23

ปัจจุบันทายาทของนายห้าง เอ อี นานา ยังคงดำเนินธุรกิจที่ท่านวางรากฐานไว้สืบมา โดยมีบริษัทแรนเดอรีเสอรามาการ ( Randery Braramakran Company ) ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงต่าง ๆ ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว

 

First posted: 9 มิถุนายน 2558 | 22:35