Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / บทความ ธุรกิจ-เศรษฐกิจ / ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
การเกิด Disruption ในธุรกิจโทรคมนาคม โดย พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
การเกิด Disruption ในธุรกิจโทรคมนาคม โดย พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
Marketing in the Digital
Last updated: 8 มกราคม 2559 | 13:16
ในปัจจุบันนี้การขยายตัวของบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตได้เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสังคมเป็นอย่างมาก เป็นความเข้าใจโดยทั่วไปว่าความหมายของคำว่า”ดิจิตอล”ได้ใช้แทนนัยของบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต เช่น

เศรษฐกิจดิจิตอล(Digital Economics) มีความหมายนัยที่หมายถึงสภาพเศรษฐกิจที่ภาคส่วนต่างๆได้นำความสามารถของอินเตอร์เน็ตมาใช้เป็นแนวทางการปรับเปลี่ยนการดำเนินการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ โดยมีการสร้างตลาดในแบบใหม่ที่เรียกว่าตลาดดิจิตอล (Digital Market) ที่นิยามของตลาดจะไม่จำเป็นจะต้องเป็นสถานที่จริงที่จะเป็นจุดนัดพบของผู้ซื้อและผู้ขาย แต่จะเป็นเครือข่ายเทคโนโลยีบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตที่สร้างให้ความต้องการซื้อขายมาพบกันได้โดยแต่ละฝ่ายอาจจะอยู่กันคนละซีกโลกและไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือเห็นหน้ากันเลยก็ได้

การเกิดขึ้นของการเข้าสังคมผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media)ได้เปลี่ยนบริบทของกลุ่มเพื่อนการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือทัศนคติอื่นๆ ที่ไม่ได้มีขีดจำกัดในวงแคบๆเหมือนในอดีตแต่เดิม หรือการรวมตัวกันเพื่อแสดงออกความคิดเห็นทางการเมืองการปกครองได้มีการนำเอาเทคโนโลยีดิจิตอลนี้มาใช้ในการแสดงพลังการรวมตัวเพื่อแสดงการสนับสนุนหรือคัดค้านต่อผู้มีอำนาจดังเหตุการณ์อาหรับสปริงค์ การรวมตัวกันต่อต้านการปกครองของผู้มีอำนาจในกรุงเทพหรือในเขตปกครองพิเศษ ฮ่องกง

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าความหมายของบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตได้ขยายตัวไปไกลเกินกว่าที่จะมีความหมายเฉพาะในแง่ของเทคโนโลยี แต่เทคโนโลยี บรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตช่วยให้มีการขายสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ที่มีต้นทุนต่ำ ขนาดตลาดกว้าง ดำเนินการได้รวดเร็ว การเติบโตของภาคส่วนธุรกิจดิจิตอลจะมีการเติบโตและเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในไม่ช้านี้ วิวัฒนาการเข้าสู่โลกดิจิตอลไม่ได้มีผลเพียงแต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเท่านั้นแต่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนของแต่ละประเทศ

​การขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิตอลอย่างรวดเร็ว ได้ก่อให้เกิดผู้สร้างสินค้าหรือให้บริการในบริบทใหม่ ที่สามารถให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่าย ประหยัด และสะดวก กว่าระบบสินค้าหรือให้บริการแบบเดิม ก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อระบบธุรกิจเดิมที่มีอยู่หรือที่เรียกกันว่า Digital Disruption

หลายประเทศได้มีการศึกษาเรื่อง Digital Disruption ที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงภายใจระยะเวลา 3-5 ปี นับจากนี้ไป

ภาคอุตสาหกรรมใดบ้างผู้เล่นรายเดิมจะได้รับผลกระทบจากผู้เล่นรายใหม่ที่ไม่ได้ใช้วิธีดำเนินธุรกิจแบบเดิม แต่อาศัยพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นดิจิตอลมากขึ้น  โดยคาดว่าธุรกิจค้าปลีก (Retailer Business) จะเป็นธุรกิจต้นๆที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจาก Digital Disruption เช่นกรณี Amazon.com เข้ามาสร้างระบบการให้บริการจำหน่ายหนังสือบนอินเตอร์เน็ตด้วยความสะดวกสบาย เข้าถึงได้ง่าย รวมทั้งราคาที่ประหยัด ประกอบกับการขยายตัวของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ให้บริการยักษ์ใหญ่ร้านขายหนังสือ Border Group ต้องปิดตัวลง และทำให้ Barns &Noble ที่มีประวัติศาสตร์ดำเนินธุรกิจด้านนี้มากว่าร้อยปีได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างหนัก รวมทั้งกิจการค้าปลีกอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือ อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ เช่น RadioShack ที่ต้องประกาศภาวะล้มละลาย รวมทั้ง CompUSA และ Circuit City ซึ่งเคยเป็นยักษ์ใหญ่ในการขายสินค้าไอที ต้องประสบปัญหาที่ต้องทยอยปิดสาขาต่างๆ ลงเป็นจำนวนมา เพื่อผู้ใช้หันไปสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แทน

ในกิจการค้าปลีกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเอง JC penny ก็ประสบปัญหาที่ต้องทยอยปิดสาขาลงเรื่อยๆ เมื่อเจอผู้ประกอบการผ่านระบบออนไลน์เข้ามาแข่งขัน  หรือแม้กระทั่งบริษัท Kodak Eastman ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับภาพถ่ายมากว่า 150 ปีมีพนักงานทั่วโลกมากถึง 150,0000 คน ต้องประกาศล้มละลายภายในช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้ให้บริการภาพถ่ายในตลาดดิจิตอลที่ชื่อ Instragram ที่เปิดให้บริการมาเพียง 18 เดือน มีพนักงานราวหกพันคน สามารถขายบริษัทให้กับ Facebook ในราคา หนึ่งพันล้านเหรียญ เหล่านี้กำลังเป็นตัวอย่างให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมาเป็นเวลานานอาจติดกับดับความสำเร็จของตนเอง และเมื่อเจอคู่แข่งหน้าใหม่รายเล็กที่มาพร้อมบริบทใหม่ของความเป็น ดิจิตอลทำให้เกิดปรากฏการณ์ยักษ์ใหญ่ในตลาดรายเดิมไม่สามารถแข่งขันได้กับเด็กน้อยรายใหม่ได้

ในธุรกิจโทรคมนาคมเองก็กำลังเผชิญหน้ากับ Digital Disruption โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมารายได้ของผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่ถูกแย่งชิงไปสู่ OTT เป็นอย่างมาก เช่นรายได้จาก Messaging รวมทั้งรายได้จากการโรมมิ่งระหว่างประเทศ ผู้ใช้เรียนรู้ที่จะใช้โปรแกรมประเภท Telecom-like service เช่น Line, Whatapps ได้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นอกจากจะต้องแข่งขันด้วยกันเองแล้วกำลังจะต้องเผชิญกับการแข่งขันจาก OTT ที่มีรูปแบบธุรกิจที่ แตกต่าง 

ถึงแม้ว่า OTTจะทำธุรกิจอยู่บนโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่การทำการตลาด การขยายฐานธุรกิจ  การวางแผนดำเนินการ ไม่เคยต้องให้ความเห็นชอบจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เว้นวรรคและไม่จำเป็นต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซ้ำร้ายถ้าไม่ขยายโครงข่าย เพื่อรองรับทราฟฟิก OTT ก็จะเกิดข้อเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นได้และพฤติกรรมผู้บริโภคเมื่อมีปัญหาขัดข้องการใช้การบริการOTT การแจ้งร้องเรียนเป้าหมายแรกก็จะเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่ใช่ OTT ​แนวโน้มเหล่านี้นับวันจะทวีความรุนแรงส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการโทรคมนาคมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก (Source: ETNO)

จากรายงานของ ETNO (European Telecommunications Network Operators’ Association) ในปี 2015 ได้มีการวัดแนวโน้มของรายได้ภาพรวมของผู้ให้บริการโทรคมนาคมในยุโรป จะมีแนวโน้มลดลงทุกปีจนถึงปัจจุบัน และมีเพียงรายได้จากการให้บริการข้อมูลและอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่เพียงพอต่อการชดเชยที่สูญเสียไปในการให้บริการโทรคมนาคมทั้งในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ประจำที่  (Source: ETNO)

แต่เมื่อมีการเปรียบเทียบกับจำนวนลูกค้าแล้วกลับพบว่าจำนวนผู้ใช้ในภาพรวมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้ใช้งานข้อมูลและอินเตอร์เน็ต โดยเป็นที่คาดการณ์ได้ว่ารายได้ส่วนใหญ่ที่หายไปของผู้ประกอบการโทรคมนาคมได้ย้ายไปสู่ OTT แต่อย่างไรก็ตามทาง ETNO ได้มีการคาดการณ์ไว้ว่าในช่วงปีหลัง  2016 ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะมีการปรับตัวที่จะมีการสร้างบริการดิจิตอลใหม่ๆขึ้นโดยจะเป็นแบบที่เป็น OTT เองและเป็นพันธมิตรกับ OTTที่ได้รับความนิยม

นอกเหนือจากนี้รายได้จากบริการในเรื่อง Cloud Service และ IoT(Internet of Thing) จะเริ่มเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม

การปรับตัวของผู้ให้บริการโทรคมนาคมไปสู่บทบาทของ Accelerator สำหรับ Tech Start-up

 

หนึ่งในแนวทางการปรับตัวของผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้แก่การเป็น Accelerator สร้าง OTT ในรูปแบบ Tech Start-Up ที่เป็นนวัตกรรมใหม่และรูปแบบธุรกิจที่ฉีกไปจากแนวเดิมที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเคยชิน ตัวอย่างเช่น SK Telecom Americas ได้มีการเปิดโปรแกรม SKTA Innopartner ให้ผู้ประกอบการ Start-up สามารถนำเสนอแผนการทำธุรกิจแก่ SKTA โดยแผนธุรกิจมีความเป็นไปได้ ทาง SKTA จะทำการหาพันธมิตรชั้นนำในธุรกิจนั้น

ผู้ประกอบการรายใหม่จะได้รับเงินลงทุนประเดิมเป็นจำนวนหนึ่งล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งพื้นที่สำนักงานและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ใน   SKTA ที่เมือง Sunnyvale รัฐแคลิฟอร์เนีย รวมทั้งที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในเรื่องธุรกิจและการตลาด และเมื่อสามารถสร้างบริษัท Start-up ได้เป็นไปตามแผนเข้าสู่ Series A ที่ทาง Startup จะมีทางเลือกสองอย่างโดยอย่างแรกจะเป็นแนวทางปกติที่ทางบริษัท Start-up จะหาหนทางเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทัพย์ด้วยตนเอง แต่ในอีกแนวทางหนึ่งที่ทาง SKTAเสนอกับทาง Start-up คือเมื่อดำเนินการในกรอบเวลาประมาณ 2-3ปีและเป็นไปตามแผนที่นำเสนอจะมีการประเมินมูลค่าของทาง Start-up โดยทางพันธมิตรธุรกิจจะมีข้อเสนอให้ทาง   Start-up เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตร (Spin-In Policy)

Telefonica ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ในสเปนและอเมริกาใต้ ได้มีการเปิดโปรแกรม Wayra (ภายหลัง Telefonica ได้มีการปรับโครงสร้างโดยมีการเพิ่มส่วนงาน Open Future ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บทบาทเป็น Accelator โดยได้มีการปรับให้ Wayra เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Open Future)  โดยบริษัท Start-upที่ได้รับการคัดเลือกจาก​ Wayra จะได้รับเงินทุนประเดิม สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งที่ปรึกษาในการสร้างธุรกิจ พร้อมที่จะสามารถเข้าถึงลูกค้าของ Telefonicaที่มีจำนวนหลายล้านคนทั่วโลกเพื่อนำเสนอบริการของตนให้แก่ลูกค้าของ Telefoinica ได้ เช่นเดียวกัน Deutsche Telekom ที่ได้มีการสร้าง  Hub:Raum เพื่อดำเนินการเป็น Accelerator  ให้กับบริษัท Tech Start-up ขึ้นมา

นอกเหนือจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมแต่ละรายกำลังมีโปรแกรมการเป็น Accelerator ให้กับกลุ่ม Tech Start-up ของตนเองแล้ว ยังมีความร่วมมือระหว่างกันในการสร้างสนับสนุน Start-up ในกลุ่มพันธมิตรของผู้ประกอบการโทรคมนาคมด้วยเช่นการประกาศความร่วมมือกันระหว่าง Singtel (Singtel Innov8), Orange (Orange Fab), Deutsche Telekom (hub:raum) and Telefónica (Telefónica Open Future) ที่จะเปิดโอกาสให้บริษัท Start-up ของแต่ละรายสามารถขยายฐานการเข้าถึงลูกค้าไปยังพันธมิตรได้

Start-up Accelerator คืออะไร?

ในอีกชื่อเรียกหนึ่งว่าเป็น Seed Accelerator เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบนิเวศ Start-Up จะทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งในส่วนการหาเงินทุนรวมทั้งการสนับสนุนในส่วนต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดธุรกิจได้จริง

บทบาทของการเป็น Accelerator จะมีความแตกต่างจากการเป็น Business Incubator (ศูนย์บ่มเพาะทางธุรกิจ) ที่โดยส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยรัฐบาลโดยไม่ได้มุ่งหวังผลประโยชน์ตอบแทนและไม่ได้มีกำหนดเวลาตายตัวในการดำเนินการ แต่การดำเนินการของ Accelerator จะมีระยะเวลากำหนดแน่นอนจะมีการตัดออกเป็นระยะๆ เช่นการประเมินระยะเวลา 3 เดือนหลังจาก ​Start-up สมัครเข้าโปรแกรมและได้รับการแนะนำในเรื่องการทำธุรกิจและการตลาด โดยกำหนดให้มีการนำเสนอต่อ Accelerator ในวัน Demo Day โดย Start-up ที่ผ่านจะได้รับการดูแลต่อไป

ในการเข้าโปรแกรมนั้นเปิดรับ Start-up ที่มาในรูปแบบของกลุ่มคน (Cohort-based programs)   มากกว่าจะให้นักวิจัยเพียงรายใดรายหนึ่งซึ่งมีโอกาสน้อยในการสร้างและเติบโตเป็นธุรกิจจริงได้ โดย Accelerator มุ่งหวังผลประโยชน์กลับมาในรูปแบบการลงทุนให้กับ Start-up หรือผลประโยขน์การซื้อ Start-up  ของพันธมิตรทางธุรกิจ

ในปี 2014  Fundacity ผู้ให้บริการแพลทฟอร์มสำหรับการลงทุนออนไลน์ได้มีการจัดอันดับแนวโน้มการลงทุน Start-upในด้านต่างๆ  ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า       

เกี่ยวกับผู้เขียน : พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม และรองประธาน กสทช. 

First posted: 8 มกราคม 2559 | 13:16