Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / คอลัมน์หนังสือ / โรม บุนนาค, หนังสือพิมพ์
คนจริงชื่อ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ บุกถึงโรงพิมพ์ตามคำท้าของ“สิ่งพิมพ์เลว”! ทุบแท่นพังเรียบ!! โดย โรม บุนนาค
คนจริงชื่อ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ บุกถึงโรงพิมพ์ตามคำท้าของ“สิ่งพิมพ์เลว”! ทุบแท่นพังเรียบ!! โดย โรม บุนนาค
“มันด่าแบบนี้ผมทนไม่ไหวจริงๆ” จอมพลสฤษดิ์ชู “อิสระ”ฟ้องนักข่าว
Last updated: 15 สิงหาคม 2559 | 17:13
ในสมัยก่อน ผู้กุมอำนาจทางการเมืองถือกันว่า วิธีจะต่อสู้กับหนังสือพิมพ์ดีที่สุด ก็คือออกหนังสือพิมพ์ขึ้นมาด่าหนังสือพิมพ์ที่ด่าตัวบ้าง ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ “บุรุษเหล็กแห่งเอเชีย” ที่โดนหนังสือพิมพ์ตีหนักกว่าใคร จึงให้ทุนออกหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งในชื่อ “๒๕๐๐” เป็นกระบอกเสียง แต่พอคนอ่านรู้ว่าใครเป็นนายทุนเลยขายไม่ออก ถูก นสพ.ด้วยกันรุมสับว่าเป็น “กิโลรายวัน” ไม่มีคนซื้ออ่านต้องขายชั่งเป็นกิโล

หนังสือพิมพ์รายวันที่ออกมาในนโยบายนี้อีกฉบับคืออิสระและเพื่อไม่ให้เป็นกิโลรายวัน” “อิสระจึงใช้สำนวนดุเด็ดเผ็ดร้อน ขนาดคนอ่านไม่คาดคิดว่าจะมีหนังสือพิมพ์ฉบับใดกล้าเขียนรุนแรงถึงขั้นนี้ จนได้รับฉายาว่า สิ่งพิมพ์เลว

นอกจากจะต่อต้านคอมมิวนิสต์ ด่าหนังสือพิมพ์ที่ต่อต้านอเมริกา หรือที่เรียกกันว่าหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้ายแล้ว อิสระยังหาทางสร้างความเด่นดังให้ตัวเองด้วยการดึงเอา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ที่ผู้คนเกรงขามกันทั้งแผ่นดิน มาเหยียบบ่าขึ้นไปหาความดังเพื่อให้พ้นเป็น กิโลรายวัน”   

ตอนนั้น จอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจขับไล่จอมพล ป.พิบูลสงคราม และเนรเทศ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ออกไปนอกประเทศแล้ว ให้พลโทถนอม กิตติขจร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน เพราะสุขภาพตัวเองอยู่ระหว่างการซ่อมม้าม คงเป็นแต่หัวหน้าคณะปฏิวัติและหัวหน้าพรรคชาติสังคมที่จัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น มีสัญลักษณ์ประจำตัวเป็นรูปหนุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือน เพราะเกิดปีวอก

อิสระจึงบัญญัติคำสำหรับเรียกจอมพลสฤษดิ์ที่ทำเอาคนอ่านสะดุ้งกันไปทั้งเมืองว่า ไอ้ลิงม้ามแตก”“ไอ้ลิงบ้ากาม”“ไอ้พวกชาติสังคังและการ์ตูนล้อจอมพลสฤษดิ์ทุกรูปในอิสระจะเป็นรูปลิงมีเดือยที่หัวเข่า

ผู้คนในยามนั้นมีความเก็บกดกันมากเพราะอยู่ใต้ระบอบเผด็จการมานาน เมื่อ อิสระเอาจอมเผด็จการมาย่ำยีเช่นนี้ ส่วนหนึ่งจึงมีความสะใจที่ได้ระบายความเก็บกดลงได้บ้าง แต่ทุกคนก็คิดเหมือนกันว่า ทั้ง นสพ.อิสระและคนทำ คงจะมีชีวิตอยู่ดูโลกได้ไม่ยาวแน่ ฉะนั้น สิ่งพิมพ์เลวฉบับนี้จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ถ้าคนอ่านไม่ไปยืนรอที่แผงหรือสั่งจองไว้ก็จะไม่ได้อ่าน คู่ต่อสู้จึงไม่มีใครกล้าเรียกอิสระว่ากิโลรายวันเหมือน ๒๕๐๐

แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ กองเอกสารหนังสือพิมพ์ของสันติบาล หรือแม้แต่จอมพลสฤษดิ์เอง ก็ไม่กล้าแตะต้อง อิสระแสดงว่า สิ่งพิมพ์เลวฉบับนี้ต้องมีเส้นใหญ่ไม่เบา

แต่แล้วในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๑ น.ส.พ.บางกอกเดลิเมล์ของนายแสง เหตระกูล ซึ่ง อิสระถือว่าเป็นศัตรูที่สำคัญ ได้ลงข่าวจอมพลสฤษดิ์แฉหลังฉากของ อิสระว่า มีใครบ้างหนุน และจะจัดการเด็ดขาดต่อไป

ทั้ง อิสระยังสืบทราบว่า ข่าวนี้มาจากนายแสงและคอลัมนิสต์ของ บางกอกเดลิเมล์เข้าพบจอมพลสฤษดิ์ที่บ้านสี่เสา อิสระจึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่จอมพลสฤษดิ์พูดเอาใจบางกอกเดลิเมล์คู่อริ ผสมโรงด่าอิสระซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วยกัน อิสระจึงกราดเกรี้ยวล้อมกรอบไว้ในหน้า ๑ ฉบับประจำวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ว่า

ฟัง! สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หนังสือพิมพ์บางกอกเดลิเมล์ ฉบับประจำวันที่ ๑๔ ก.ค.ลงข่าวให้สัมภาษณ์ยืนยันของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า สิ่งพิมพ์เลวอันหมายถึงหนังสือพิมพ์ อิสระและหนังสือในเครือเดียวกัน รับทุนมาจากนายเผ่า ศรียานนท์ โดยอวดอ้างว่าได้รู้หลักฐานดี กำลังให้ตำรวจจัดการ

๒-๓ วันมานี้ นายแสง เหตระกูลและนายเฉลิม สวามิวัสดุ์ ได้เข้าพบจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ที่บ้านสี่เสา เทเวศม์ ตอนค่ำ วันต่อมาก็ปรากฏสฤษดิ์ ธนะรัชต์กลายเป็นเครื่องมือคอมมิวนิสต์ถึงกับให้สัมภาษณ์ออกมาอย่างพล่อยๆ เราเสียดายและเสียใจที่คนชั้นจอมพลผู้บัญชาการทหารสูงสุดยามสงบ หัวหน้าคณะทหารใหญ่ หัวหน้าพรรคชาติสังคม มีอำนาจนอกกฎหมายเหนือนายกรัฐมนตรีผู้นี้ ได้ทำตนไม่มีความหมายสำหรับประชาชนของเราไปเสียแล้ว

ฟัง! สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในฐานะอั๊วกับลื้อก็เป็นคนไทยเหมือนกัน หลักฐานของลื้อแน่ไหม ถ้าแน่ขอให้แสดงหลักฐานโดยเปิดเผยภายใน ๒๔ ชั่วโมงหลังจากหนังสือนี้วางตลาดแล้ว มิฉะนั้นอั๊วจะประณามลื้อว่าเป็นอ้ายหมา ๕๐๐ ชาติ เป็นอ้ายคนทรยศต่อชาติ ลื้อมันพูดซี้ซั้ว เหมือนไม่มีเลือดไทยติดสันดาน แสดงหลักฐานเร็วโว้ย

ยังไม่ทันถึง ๒๔ ชั่วโมง อิสระก็เจอคนจริง

บ่าย ๒ โมงวันนั้น โอลสโมบิลสีดำคันยาวก็จอดลงที่หน้าโรงพิมพ์วิบูลย์กิจของนายสมพร วิบูลย์ ที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ซึ่ง นสพ.อิสระและนสพ.เสรีภาพในเครือเดียวกันมาจ้างพิมพ์ บุรุษในสูทสีเทาซึ่งนั่งอยู่ที่เบาะหลังเปิดกระจกเรียกเด็กในโรงพิมพ์มาสั่งว่า

ไปบอกไอ้หง่าว่าอั๊วมาตามคำท้าแล้ว ออกมาเร็วๆหน่อยๆ

คำว่า อั๊วมาตามคำท้าทำให้ช่างเรียงพิมพ์ผู้นั้นสะดุดใจ และเมื่อเพ่งมองดูก็จำได้ว่าผู้พูดเป็นใคร เขาถึงกับสะดุ้งแล้วรีบวิ่งเข้าไปในโรงพิมพ์ ก็พอดีสวนทางกับบุรุษร่างอ้วนพุงพลุ้ย อายุอยู่ในวัย ๔๐ เศษ สวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืดสีขาว กำลังตรงไปที่รถ

บุรุษผู้นี้ไม่ใช่ ไอ้หง่าที่ ฯพณฯ ต้องการพบ แต่เป็นนายประยูร ชื่นสวัสดิ์ ผู้อำนวยการ ซึ่งออกมารับหน้าแทน

ผอ.อิสระเข้าไปยกมือไหว้ประหลกๆ และเจรจากับ ฯพณฯ อยู่พักหนึ่ง ประตูโอลสโมบิลก็ถูกกระชากปิดด้วยความหงุดหงิด แล้วเคลื่อนออกไปอย่างรวดเร็ว

ต่อจากนั้นราว ๑๕ น.เศษ รถจิ๊ปกลาง ๒ คันมีผ้าใบปิดป้ายทะเบียน ก็พุ่งปราดมาจอดหน้าโรงพิมพ์วิบูลย์กิจ ชายฉกรรจ์ราว ๑๕ คนในชุดเสื้อคอกลมเหมือนกันหมดโดดลงจากรถ ส่วนหนึ่งถือปืนกลคุมอยู่หน้าโรงพิมพ์ อีกส่วนตรงเข้าไปข้างใน บ้างก็ขึ้นไปชั้น ๒ ซึ่งเป็นกองบรรณาธิการ ควบคุมทุกคนไม่ให้เคลื่อนไหว หน่วยทุบบางส่วนที่มีค้อนเป็นอาวุธได้ตามขึ้นไป และทุบทุกอย่างในกองบรรณาธิการ เช่น พิมพ์ดีด โทรศัพท์ พัดลม ฯลฯ ยับเยินไม่มีเหลือ

ส่วนหน่วยจู่โจมด้านล่างซึ่งมีค้อนปอนด์และอีเตอร์ ได้ทุบแท่นพิมพ์ที่ตั้งเรียงราย อยู่ ๙ แท่นพังยับ ผู้บุกรุกคนหนึ่งหันไปเห็นถังน้ำมันตั้งอยู่ จึงผลักเทล้มไปที่กองกระดาษแล้วจุดไฟ เคราะห์ดีที่เป็นน้ำมันเครื่องจึงไม่ลุกพรึ่บ หัวหน้าหน่วยจู่โจมหันไปเห็นก็ร้องห้ามแล้วให้ช่วยกันดับ แต่ควันไฟที่ตลบไปทั้งโรงพิมพ์ ทำให้คนที่อยู่ชั้นบนกลัวจะถูกย่างสด จึงรีบเผ่นเอาตัวรอด ฉัตรแก้ว ราชบดินทร์ มือเขียนมหากาฬของ อิสระซึ่ง บางกอกเดลิเมล์ตั้งชื่อให้ว่า สัตว์แก้ว ลาดปลาตีนและเป็นบุคคลที่ ฯพณฯ กำลังสืบหาว่าใครเป็นคนเขียน ถูกคุมตัวอยู่ในกองบรรณาธิการแล้ว ได้อาศัยโอกาสนี้ปีนข้ามรั้วสังกะสีด้านหลังโรงพิมพ์เข้าไปในวัดตรีทศเทพ แล้วหายไปจากวงการตั้งแต่วันนั้นจนจอมพลสฤษดิ์ถึงอสัญกรรม

แม้หน่วยจู่โจมจะยึดกล้องถ่ายรูปของกองบรรณาธิการไปหมด ไม่ให้บันทึกเหตุการณ์ได้ แต่หน่วยจู่โจมก็ไม่ทันมองไปบนต้นไม้ข้างโรงพิมพ์ ซึ่งสมบุญ ณ ฤกษ์ บก.เสรีภาพหนังสือพิมพ์อีกฉบับในเครืออิสระได้ใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์เล็กสมัครเล่นของเขาบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ทั้งหมด แต่ก็แค่ถ่ายไว้ดูเองเท่านั้น จะเอาเป็นหลักฐานอะไรได้ ไม่ถูกทุบหัวก็บุญแล้ว

รุ่งขึ้น นสพ.ทุกฉบับต่างพาดหัวเรื่องชายฉกรรจ์บุกเข้าทุบแท่นพิมพ์ อิสระกันอย่างเกรียวกราว เว้น นสพ.สารเสรีของจอมพลสฤษดิ์ที่ไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้
ส่วนบางกอกเดลิเมล์คู่อริ ก็ลงข่าวสัมภาษณ์บุคคลรอบด้านจอมพลสฤษดิ์ วินิจฉัยชี้เปรี้ยงลงไปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์ของ
นสพ.อิสระเอง ทั้งยังระบุอีกว่า หลังเหตุการณ์ได้มีเจ้าหน้าที่ของ สำนักข่าวดอลลาร์มาเยี่ยมเยียนกันคึกคัก

จอมพลสฤษดิ์ได้ชูหนังสือพิมพ์ อิสระฉบับที่ด่าตัวให้นักข่าวดูแล้วตอบข้อซักถามว่า

ผมไปจริง ที่ไปก็เพราะอยากเจอคนจริง หนังสือพิมพ์ที่ผมเห็นว่าเลวที่สุดฉบับนี้ ล้อมกรอบท้าทายว่าถ้าผมไม่ไปชี้แจงจะประณามว่าเป็นอ้ายหมาห้าร้อยชาติ แต่พอไปถามหาคนเขียน ก็มีคนอ้วนๆ ชื่อประยูรนั่นแหละลงมารับผม มากราบแทบเท้าขอโทษ อ้างว่าเป็นทหารกองหนุนปี ๒๔๘๗ ผมก็รู้ว่าไม่ได้ประโยชน์อะไรที่ไปพบคนอย่างนี้ เหมือนเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ถ้อยคำที่มันด่ามันเลวเหลือเกิน นี่ผมก็บอกอธิบดีตำรวจเขาแล้วว่าผมจะฟ้อง

สำหรับเรื่องทุบแท่นนั้น จอมพลสฤษดิ์ปฏิเสธว่า

ถ้าผมทำก็แหลกกว่านี้ เผาโรงพิมพ์ทิ้งเท่านั้น คนมันเหลืออดก็ต้องทำ

และว่า ที่ว่าผมไปพังโรงพิมพ์เขา ผมจะไปได้อย่างไร เพราะใครๆ ก็รู้ว่าม้ามผมเหลืออยู่ข้างเดียวแล้วขนาดเหลือม้ามอยู่ข้างเดียวท่านยังบอก ด่ากันอย่างนี้ พบก็เตะปากกัน

หลังจากบาดเจ็บสาหัสจากกองทัพอีเตอร์จนต้องหยุดออก ๓ สัปดาห์ ต่อมา อิสระก็ฟื้นคืนชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้เรียบร้อยขึ้นกว่าเก่ามาก ศัพท์ต่างๆที่เคยใช้อย่าง ไอ้ลิงบ้ากาม” “ไอ้ลิงม้ามแตกก็หายไป มีข่าววงในพูดกันถึงความดีงามของ ฯพณฯ ที่ไม่ชอบเป็นศัตรูกับใคร และชอบใช้วิธีที่ทำให้ศัตรูกลับมาเป็นมิตร จึงปลอบขวัญที่ทำให้ตกอกตกใจแก่ ผอ.ประยูร ชื่นสวัสดิ์ ไปแสนสองหมื่นบาท พร้อมกับแนบโน๊ตสั้นๆไปด้วยว่า

จงอโหสิกรรมให้แก่กัน และเป็นมิตรกันต่อไป

ส่วนเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เป็นประวัติศาสตร์ของวงการหนังสือพิมพ์ไทยครั้งนี้ เป็นข่าวเกรียวกราวอยู่วันเดียวก็เงียบหาย ก็ใครล่ะจะกล้าเหมือนอิสระที่มีเงินทุนเป็นดอลลาร์

เดลิเมล์ลงรูปแท่นพิมพ์ถูกทุบ พร้อมฟันธงว่าทุบเองเพื่อใส่ร้ายทหาร

นายสง่า สุทธิพันธ์ บก.กับ ฉัตรแก้ว ราชบดินทร์ นักเขียนสำนวนดุเด็ดเผ็ดได้เรื่อง

First posted: 15 สิงหาคม 2559 | 15:37
Source :