Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / เศรษฐกิจ / ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี, แพทย์จุฬาฯ, ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019, ผู้ติดเชื้อจากเมืองอู่ฮั่น
เจาะลึกหมอแล็บจุฬาฯคนเก่ง'ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี'ผู้ถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก่อนจีนประกาศ2วัน
Last updated: 28 มกราคม 2563 | 22:49
เจาะลึก 'ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี' แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่ (EMERGING DISEASE) คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาฯ ผู้อยู่เบื้องหลังถอดรหัสพันธุกรรม 'ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019' สำเร็จก่อนจีนประกาศอย่างเป็นทางการถึง 2 วัน

ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ นักเทคนิคการแพทย์ และผู้ร่วมทีม รวมทั้งสิ้น 20 กว่าชีวิต ได้ทุ่มเทการทำงานถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสจากเสมหะ และสิ่งคัดหลั่งในโพรงจมูกและคอหอยของผู้ป่วยจีนรายแรกในไทยได้สำเร็จ จนพบต้นตอลึกลับสาเหตุการป่วย ในวันที่ 9 ม.ค. 2563ว่าเกิดจาก "เชื้อไวรัสตระกูลโคโรน่า" ใน “ค้างคาว” ซึ่งไม่สามารถระบุสายพันธุ์ย่อยได้ แต่พบว่ามีความคล้ายคลึงกับเชื้อที่ก่อโรคซาร์ส ซึ่งตรวจพบก่อนจีนเปิดเผยโรคนี้ 2 วันในวันที่ 11 ม.ค. 63

นับเป็นความภูมิใจยิ่งที่แพทย์ไทยเป็นประเทศแรกยืนยันได้ว่า ผู้ป่วยชาวจีนที่เดินทางมาเที่ยวไทย ป่วยเป็น “ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019” ด้วยฝีมือทีมงานนักเทคนิคการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอุบัติใหม่ 20 คนภายใต้การนำของ ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี

“ช่วง 31 ธ.ค.62 ที่เราเห็นข่าวว่าทางจีนเริ่มพบผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ ก็มีการเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขก็มีการ Activate คณะทำงานเรื่องการควบคุมและป้องกันโรค เพื่อเฝ้าระวังโรคปอดอักเสบที่จะมาจากประเทศจีนค่ะ ตั้งแต่วันที่ 3 ทีมงานตั้งกองด่านการคัดกรองผู้ป่วย การตรวจวินิจฉัยว่าจะตรวจแบบไหนดี เรียกว่าเป็นโรค X ก็ได้ตอนนั้น เนื่องจากยังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร

มีการคัดกรองและส่งตัวอย่างมาเรื่อยๆ วันที่ 8 เราได้รับตัวอย่างหนึ่งส่งมาจากกรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นเคสแรก ตัวอย่างที่ได้มาก็จะแบ่งเป็น 3 ห้องปฏิบัติการ ที่ห้องปฏิบัติการของสถาบันบําราศนราดูร ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ รพ.จุฬาลงกรณ์ อีกส่วนหนึ่งก็ส่งไปที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

เนื่องจากเรายังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร ที่สถาบันบําราศนราดูรก็จะตรวจหาเชื้อที่ก่อโรคในระบบทางเดินหายใจทั้งสิ้น 33 ชนิด ส่วนที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ รพ.จุฬาลงกรณ์ ใช้ 2 เทคนิค คือ การตรวจค้นหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส 2 ตระกูล แล้วก็ตรวจหาแบบใช้เทคโนโลยีในการถอดรหัสพันธุกรรมขั้นสูง ซึ่งที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ใช้ลักษณะเดียวกัน”

เพียง 1 วันหลังได้รับตัวอย่างเสมหะ น้ำลาย และน้ำมูกของผู้ป่วยที่เดินทางมาจากอู่ฮั่นแล้ว ทีมงานศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ รพ.จุฬาลงกรณ์ ก็สามารถถอดรหัสพันธุกรรมได้สำเร็จ ซึ่งในขณะนั้นทางการจีนยังไม่มีการออกมาประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโรคปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุดังกล่าว

“วันที่ 8 ตรวจตัวอย่างเสร็จ เราก็พบผลบวกต่อเชื้อไวรัสโคโรนา ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร พอวันที่ 9 เราก็ถอดรหัสพันธุกรรมสำเร็จ เราเอาไปเปรียบเทียบกับสารพันธุกรรมของเชื้อโรคที่มีอยู่ในธนาคารรหัสพันธุกรรมโลก ก็พบว่าเป็นเชื้อคล้ายๆ โรค SARS ที่มีต้นตอมาจากค้างคาว เพราะว่าตอนนั้นรหัสพันธุกรรมของผู้ป่วยชาวจีน ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เราก็เลยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ

จนกระทั่งวันที่ 11 มกราคม ที่ทางประเทศจีนเริ่มให้ข้อมูลว่าเชื้อที่พบและก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบเป็นเชื้ออะไร เราก็เลยเอาเปรียบเทียบ ตอนแรกมันคล้ายเชื้อจากค้างคาวประมาณ 82-90 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนที่เชื้อจากผู้ป่วยชาวอู่ฮั่นออกมา พบว่าเหมือน 100 เปอร์เซ็นต์ ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ใช้วิธีถอดรหัสพันธุกรรมขั้นสูงเช่นกัน ก็พบว่าเจอเชื้อในลักษณะเดียวกันค่ะ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีก็สามารถประกาศได้อย่างรวดเร็วในวันที่ 13 ว่าเราพบผู้ป่วยจากอู่ฮั่นในประเทศไทยรายแรก”

ทั้งนี้ ดร.สุภาภรณ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความที่จีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ และมีผู้ติดเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จำนวนมาก ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจมีการตรวจพบเชื้อมาสักระยะแล้ว แต่จำเป็นต้องมีการถอดรหัสพันธุกรรมอย่างละเอียดและมั่นใจ ก่อนจะยืนยันอย่างเป็นทางการต่อสากล

“ทางการจีนก็คงมีหลายๆ เหตุผล 1.เขามีผู้ป่วยเยอะ 2.เขาจะต้องถอดรหัสพันธุกรรมในการเพาะเชื้อ มีการตรวจในหลายขั้นตอนถึงจะมั่นใจจริงๆ เพราะฉะนั้นข้อมูลที่จีนประกาศออกมาแบบสมบูรณ์ว่าเป็นเชื้อตัวนี้ วันที่ 11 เป็นข้อมูลรหัสพันธุกรรมแบบเต็มจำนวนเลย ประมาณ 30,000 รหัสในตัวอย่างผู้ป่วยคนเดียวกัน ทำงานจนครบวง จึงพิสูจน์ได้ว่าเป็นเชื้อตัวนี้จริงๆ ของเราเจอเชื้อแต่ไม่ได้ถึงขั้นทำทุกกระบวนการ เราได้รหัสพันธุกรรมมา เพียงแต่รอว่าถ้าจีนเปิดเผย ให้ข้อมูลมา เราก็สามารถเปรียบเทียบและยืนยันได้ว่าเป็นเชื้อเดียวกันค่ะ

ข้อมูลจากจีนตอนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ เป็นประโยชน์กับประเทศไทยและชาวโลกมาก ที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับแผนเรื่องการควบคุม แล้วก็การเฝ้าระวังโรค ทางการจีนประกาศไม่ให้เขาออกนอกพื้นที่ มันก็จะช่วยลดการแพร่กระจายในการเอาเชื้อโรคเคลื่อนที่โดยคนให้อยู่ในวงจำกัด ก็น่าจะช่วยลดการที่จะกระจายโรคจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ค่ะ โรคมากับคน ถ้าเราลดการเดินทางของคน โรคก็จะลดไปด้วยค่ะ

ตอนนี้นักวิจัยทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงประเทศไทยด้วย กำลังพยายามคิดค้นว่าเราจะมียารักษาได้อย่างไรบ้างนะคะ ก็คงต้องมีการไปทดสอบว่ามันใช้ได้ ใช่ไม่ได้อะไรยังไงก่อน ถึงจะเอามาขายได้จริงๆ เอามาใช้จริงๆ อีกทีหนึ่ง”

หยุดเปิบ “ค้างคาว” แหล่งรังโรคสุดอันตราย

“โคโรนาที่ทำให้ติดโรคในคนมีอยู่ 6 ตัว แต่โคโรนาที่อยู่ในสัตว์อื่นๆ มีอยู่เป็นร้อยค่ะ SARS กับ MERS ที่อุบัติใหม่ ทำให้มีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่อีก 4 ชนิดทำให้เกิดโรคหวัดทั่วๆ ไป ไม่ได้ทำให้เจ็บป่วยรุนแรงค่ะ ตัวที่ 7 นี้เป็นสายพันธุ์ใหม่เลยค่ะ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับไวรัส SARS มากที่สุด”

หมอแล็บหญิงคนเก่ง ได้อธิบายเพิ่มเติมถึง “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” ที่ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนและยาต้านโดยตรง สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อจะได้รักษาตามอาการจนหาย ส่วนสาเหตุของการเกิดเชื้อขึ้นมานั้น ไม่สามารถระบุได้ เพราะมีหลายปัจจัยเป็นส่วนประกอบ

“เคยไปอู่ฮั่นช่วงที่ยังไม่มีการระบาดค่ะ 2 ปีแล้ว ไปที่ห้องแล็บเฉยๆ ก็จะอยู่ในเมือง อยู่ในโรงแรม เดินไปห้องปฏิบัติการ ไปห้าง ไม่ได้ไปในชนบทค่ะ แต่อากาศจะเย็นมาก บางทีเวลาเกิดโรคอุบัติใหม่มันเป็นเรื่องจังหวะ เวลา แล้วก็โอกาส เป็นเรื่อง Timing ที่เหมาะสมที่เชื้อจากแหล่งรังโรคซึ่งอาจจะเป็นค้างคาว มันมาสัมผัสกับคนที่จะเป็นตัวรับโรคพอดี บอกไม่ได้ว่าที่ไหน MERS ก็ยังเกิดที่ซาอุฯ ก่อนเลย

เทียบกับ MERS และ SARS ยังตอบไม่ได้ เป็นไปได้ทั้งพัฒนารุนแรงขึ้น หรือกลายพันธุ์แล้วเชื้อดรอปลง ถ้าเราจะตอบในเรื่องของความรุนแรงก็คงต้องรอเก็บข้อมูลทั้งหมดก่อน ทั้งจากประเทศจีนและทั่วโลกนะคะ อีกสักพักหนึ่งค่ะ คิดว่าอีกสัก 1-2 สัปดาห์ ที่เรารวบรวมข้อมูลเรื่องอาการผู้ป่วย แล้วก็อัตราการเสียชีวิต เราก็คงจะสามารถเปรียบเทียบกับโรค SARS ได้อย่างแท้จริง แต่เท่าที่คุณหมอหลายๆ ท่านประเมิน ก็คิดว่าอัตราความรุนแรงต่ำกว่า SARS แล้วก็ MERS ค่ะ”

เมื่อถามถึงสัตว์ที่เป็นแหล่งไวรัสโคโรนาอย่าง “ค้างคาว” โดยเฉพาะกระแสการเปิบ “ซุปค้างคาว” เมนูต้องสงสัยในอู่ฮั่น ที่คาดว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคระบาดนี้ ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า แม้จะถูกนำมาปรุงสุก ก็ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มาจากขั้นตอนของการล่าและชำแหละ ที่ต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรงได้

“75 เปอร์เซ็นต์ของโรคอุบัติใหม่เป็นโรคจากสัตว์สู่คน ยกตัวอย่างที่เรารู้จักคุ้นเคย Ebola, MERS และ SARS มีต้นตอจากสัตว์สู่คนหมดเลย ที่เอ่ยมาก็มีความเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษก็คือเชื้อที่มาจากค้างคาวทั้งสิ้นค่ะ เราจะเรียกว่าแหล่งรังโรคโดยธรรมชาติ คือไวรัสแฝงตัวอยู่ในสัตว์เหล่านี้โดยที่ไม่ทำอันตราย แต่พอคนไปรับเชื้อโรคเหล่านี้มา เราไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อตัวนั้น แล้วเชื้ออาจจะแบ่งตัวในคนมากกว่า แล้วก็ทำให้ก่อโรคในคน ก็จะทำให้เราเจ็บป่วยจากเชื้อโรคใหม่ๆ ค่ะ

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเข้าป่าไปล่าสัตว์ แล้วก็เอามาประกอบอาหาร ช่วงล่าสัตว์เราก็จะสัมผัสกับสัตว์โดยตรง เวลาที่ต้องไปยิงหรือทุบเขา แล้วคนชำแหละจะสัมผัสกับเลือด กับสิ่งคัดหลั่ง เพราะไม่ได้ใส่ถุงมือ แล้วก็เอามาบริโภค โดยเฉพาะการบริโภคแบบสุกๆ ดิบๆ หรือว่ากินสดๆ ก็ทำให้เป็นเส้นทางที่เชื้อจากสัตว์เข้ามาสู่คนได้ ถ้าทำสุกส่วนใหญ่เชื้อไวรัสจะตายค่ะ

บ้านเราก็มีโอกาสเสี่ยงค่ะ เพราะว่างานวิจัยค้างคาวที่อาจารย์ทำร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คณะวนศาสตร์ ม.เกษตร ก็เจอเชื้อไวรัสใหม่ๆ ในค้างคาว ยังไม่มีรายงานการก่อโรคในคน แต่ว่ามันก็มีโอกาสทั้งสิ้นค่ะที่จะเกิดโรคกระเด็นจากค้างคาวมาสู่คนได้ ทางที่ดีอย่าไปกิน อย่าไปทำร้ายเขา คืออยู่ด้วยกันอย่างสวัสดิภาพ อย่าไปไล่ที่เขาอยู่ อย่าไปรบกวนธรรมชาติ อย่าไปตัดต้นไม้ อย่าไปทำให้อาหารที่เขาต้องใช้บริโภคหายไปนะคะ”

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดนั้น คณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน เพิ่มขึ้นเป็น 80 ราย ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศอยู่ที่ 2,744 ราย ขณะที่ประเทศไทย ตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรคพบผู้ป่วยติดเชื้อทั้งสิ้น 8 ราย เป็นคนจีน 7 ราย และคนไทย 1 ราย ทั้งหมดติดเชื้อจากต่างประเทศ ในจำนวนนี้มี 5 รายที่รักษาจนหายและเดินทางกลับบ้านแล้ว ส่วนอีก 3 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

สุดท้าย เมื่อถามถึงมาตรการรับมือของบ้านเรา ว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด นักเทคนิคการแพทย์หญิง กล่าวว่า เรารับมือได้ดี เพราะมีทุกภาคส่วนช่วยเหลือกันอย่างเข้มแข็ง

“ก็น่าจะทราบว่าประเทศไทยติด Top 10 ของการควบคุมและป้องกันโรค เรามีทั้งทีมระบาดวิทยาของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคที่เข้มแข็งมาก มีมาตรการรับมือแบบเชิงรุก แล้วก็มีการทำงานของห้องปฏิบัติการทั้งรัฐและภาคมหาวิทยาลัยที่ช่วยกัน เพื่อทำให้เกิดการวินิจฉัยที่รวดเร็ว 

ซึ่งการวินิจฉัยที่รวดเร็วจะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อได้ นอกจากนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องได้ทันเวลา ตอนนี้ประชาชนก็ป้องกันตัวเองก่อน ไม่ไปอยู่ในที่ชุมชนที่อาจจะติดเชื้อจากคนที่มีเชื้อ ล้างมือบ่อยๆ นะคะ แล้วก็ทำร่างกายให้แข็งแรง ไม่ไปบริโภคสัตว์ป่าที่อาจจะมีโรคใหม่ๆ ติดได้”

ทั้งนี้ วิธีการป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจาก “ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019” กรมควบคุมโรค และองค์การอนามัยโลก ได้แนะวิธีป้องกันที่ทำได้ง่ายๆ ไว้ดังนี้

1. ถ้ามีแผนไปประเทศที่โรคระบาดอยู่ ถ้าไม่จำเป็น ให้เลื่อนเดินทาง

2. หลีกเลี่ยงสัมผัสสัตว์ ตลาดค้าสัตว์ หรือสินค้าจากสัตว์ 

3. ไม่อยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น  

4. ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้มีอาการทางเดินหายใจ 

5. กลับมาจากพื้นที่เสี่ยง ถ้าเริ่มมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง

6. โทรแจ้งสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422 เพื่อให้รถจากสถานพยาบาลมารับทันที

7. อยู่ห่างจากคนที่ไอหรือจาม 180 เซนติเมตร

8. ล้างมือด้วยน้ำ และสบู่ อย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลล้างมือหรือแอลกอฮอล์ 

9. กินร้อน ช้อนกลาง อาหารปรุงสุก พักผ่อนให้เพียง

10. สวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชน คนหนาแน่น

First posted: 28 มกราคม 2563 | 22:44