Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / เศรษฐกิจ / วรรณดี สรรพจิต, เล่าเรื่องเจ้าเมืองนคร
เล่าเรื่องเจ้าเมืองนคร โดย วรรณดี สรรพจิต
เล่าเรื่องเจ้าเมืองนคร โดย วรรณดี สรรพจิต
นายวรรณดี สรรพจิต คุรุภูมิปัญญาไทย ด้านภาษาและวรรณกรรม (ร้อยกรองประเภทคำฉันท์)เขียนเล่าเรื่องเจ้าเมืองนคร
Last updated: 15 กรกฎาคม 2562 | 17:49
' เล่าเรื่องเจ้าเมืองนคร' โดยนายวรรณดี สรรพจิต ผู้ได้รับยกย่องเป็นคุรุภูมิปัญญาไทย ด้านภาษาและวรรณกรรม (ร้อยกรองประเภทคำฉันท์) เขียนถึงแผ่นดินที่เรียกว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่อดีตกาลยุคตั้งเมือง-ยุคมีเจ้าเมือง-ยุคสุโขทัยที่พุทธศาสนาลังกาวงศ์นิกายเถรวาทได้เข้ามาเผยแพร่ที่นครศรีธรรมราชก่อน-ยุคอยุธยา-ยุคกรุงธนบุรีที่ตั้งพระยานครหนูเป็นเจ้าเมืองนคร -จนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้เจ้าพระยาน้อยที่มีความสามารถมากจนถึงอสัญกรรม ต่อมาตำแหน่งบทบาทเจ้าพระยานครก็หมดลงในรัชกาลที่ 5

๑. ยุคตั้งเมือง

แผ่นดินที่เรียกว่าจังหวัดนครศรีธรรมราชเดี๋ยวนี้ตรงริมทะเลแทบทั้งหมด ในอดีตกาลประมาณปี พ.ศ. ๗๐๐ – ๘๐๐ มีปรากฎในพระไตรปิฎก มหานิเทศ ติสฺสเมตฺเตยยสูตรกล่าวว่า เป็นดินแดนที่นักแสวงโชคจากอินเดียได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ เรียกชื่อขณะนั้นว่า “ตะมะลิงค์ หรือ กะมะลิงค์ หรือ ตามพรลิงค์” ซึ่งแปลว่าลิงค์ทองแดง หรือไข่ทองแดง เพราะลิงค ก็คือ ลึงค์ ที่เรียกว่า “ศิวลึงค์” ไข่ของพระอิศวรตามคติศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไศวนิกาย นั่นเอง

ครั้นต่อมาชาวจีนได้เดินทางมาบริเวณนี้ด้วย เรียกว่า “ตั้ง – หม่า – หลิง” ซึ่งปรากฎในจดหมายเหตุชื่อ “ เฉาจูกัว” บันทึกชื่อแถวนี้ว่า “ตั้ง – เหม่ย – หลิง” เป็นชื่อเพี้ยนเสียงจาก “ตะมะลิงค์ “นั่นเอง

เมืองตั้งเหม่ยหลิง หรือตามพรลิงค์ขณะนั้นยังไม่ปรากฎว่าใครเป็นเจ้าเมือง หรือหัวหน้า แต่ เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ได้มีการส่งทูตไปติดต่อทำไมตรีกับประเทศจีน เพราะมีหลักฐานในจดหมายเหตุ “เฉาจูกัว” บันทึกไว้เช่นกัน

๒. ยุคมีเจ้าเมือง

ต่อมา “ตามพรลิงค์” ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ศิริธรรมนคร” มีเจ้าเมืองปกครองเริ่มตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ คือประมาณ พ.ศ. ๑๗๐๐ เพราะมีหลักฐานปรากฎชัดคือศิลาจารึก หลักที่ ๒๓, ๒๔, ๒๕ และ ๓๕ ซึ่งจารึกเป็นภาษาสันสกฤต อักษรอินเดีย

๑.ศิลาจารึกหลักที่ ๒๓ พบที่วัดเสมาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

๒.ศิลาจารึกหลักที่ ๒๔ พบที่วัดเวียง เดิมชื่อวัดหัวเวียง ตำบลตลาด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

๓.ศิลาจารึกหลักที่ ๒๕ พบที่ไชยาเช่นกัน

๔.ศิลาจารึกหลักที่ ๓๕ พบที่ดงแม่นางเสือง ตำบลบางตาหงาย อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

ศิลาจารึกทั้ง ๔ หลักสรุปได้ว่า แผ่นดินที่เป็นนครศรีธรรมราชเดี๋ยวนี้ เคยมีเจ้าเมืองปกครองมาตั้งแต่ประมาณปี ๑๗๐๐ ในยุคแรกมีอยู่ ๔ องค์ เป็นผู้สืบเชื้อสายจากปทุมวงศ์ ทั้ง ๔ องค์เมื่อได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแล้วได้ชื่อ “จันทรภาณุ” ทั้งนั้น พระเจ้าจันทรภาณุองค์ที่ ๓ ร่วมยุคกับพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย

สำหรับอักษรที่ใช้จารึกหลักศิลา เป็นภาษาสันสกฤต อักษรอินเดียนั้น นายฉ่ำ ทองคำวรรณ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาขอม - เขมร กล่าวว่าเป็นอักษรที่วิวัฒนาการมาจากอักษรพราหมี มีต้นกำเนิดมาจากอักษรเฟอร์นิเชี่ยน ซึ่งต่อมาอักษรอินเดียในสายสุวรรณภูมิได้กลายพันธ์มาเป็นอักษรขอม มอญ-เขมร พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นอักษรไทยอีกทอดหนึ่ง

ในศิลาจารึกหลักที่ ๒๔ ซึ่งพบที่วัดเวียง ตำบลตลาด อำเภอไชยา จารึกไว้แปลเป็นภาษาไทยว่า “พระเจ้าผู้ปกครองเมืองตามพรลิงคม์ ทรงประพฤติประโยชน์เกื้อกูลพระพุทธศาสนา สืบเชื้อสายจากปทุมวงค์ ทรงพระนามว่าจันทรภาณุ

ในศิลาจารึกหลักที่ ๒๕ และ ๓๕ จารึกไว้เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ กล่าวไว้ตรงกันกับตำนานเวียงสระและตำนานทุ่งตึก (พังงา) ว่า มีพราหมณ์สองพี่น้อง ชื่อมาลีและมาลา ได้อพยพหนีภัยพวกอิสลามจากอินเดีย มาขึ้นบกที่ทุ่งตึก (พังงา) แล้วต่อมาย้ายถิ่นมาที่กระบี่ เชิงเขาชวาปราบ แล้วย้ายอีกทีมาอยู่ที่เวียงสระ ที่นี่ได้สร้างสิ่งสำคัญไว้อย่างหนึ่ง คือ พระอุเทน หรือพระอุเชน หรือที่เรียกเป็นทางการว่าพระพิคฆเนตร สลักจากหินทรายแดง ขณะนี้อยู่ที่วัดสวนขัน ตำบลสวนขัน อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีอายุไม่ต่ำว่า ๘๐๐ ปี

ที่เวียงสระขณะนั้นเกิดไข้ห่า (อหิวาตกโรค) พราหมณ์ทั้ง ๒ ก็ย้ายถิ่นอีกทีมาตั้งที่หาดทรายแก้ว ในท้องที่อำเภอพระพรหมปัจจุบัน พราหมณ์ผู้พี่ที่ชื่อมาลีได้ตั้งตนเป็น พญาศรีธรรมาโศกราช พราหมณ์ผู้น้องที่ชื่อ มาลา เป็นอุปราช เป็นปฐมวงศ์ในสกุล ปทุมวงศ์” หรือ “ปัทมวงศ์” ทุกองค์ที่ขึ้นครองเมืองชื่อว่า “จันทรภาณุ” ทั้งสิ้น

พญาศรีธรรมาโศกราชองค์ที่หนึ่ง ครองเมืองระหว่างปี ๑๗๐๐ - ๑๗๒๕ ได้สร้างสิ่งสำคัญคือ

๑.สร้างพระบรมธาตุฯ

๒.สร้างกำแพงเมือง

๓.ตั้งเมือง ๑๒ นักษัตร

๔.ขยายอาณาเขตอำนาจไปถึงเมือง “ธานยปุระ” คือปากน้ำโพเดี๋ยวนี้

การขยายอาณาเขตไปถึงปากน้ำโพนั้น มีหลักฐานศิลาจารึก หลักที่ ๓๕ ซึ่งพบที่ดงแม่นางเสือง ตำบลบางตาหงาย อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ จารึกเมื่อ พ.ศ. ๑๗๑๐ ถอดแปลความได้ว่า “เมื่อปี ๑๗๐๐ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชให้มหาเสนาบดีศรีภูนาทิตย์อินทรทวีป นำพระราชโองการไปยังพระเจ้าสุนัตถ์ ผู้ครองเมือง ธานยปุระ ให้ถวายที่นาพร้อมด้วยช้างม้า ๆ ล ๆ เพื่อบูชาพระอัฐิของ กมรเตงอัญชคต ศรีธรรมาโศกราชที่สวรรคตแล้ว...... “

เมื่อสิ้นอายุพราหมณ์ผู้พี่ที่สถาปนาตนเป็น พญาศรีธรรมาโศกราช พราหมณ์ผู้น้องที่ชื่อ มาลา ก็ขึ้นครองเมืองแทนประมาณปี ๑๗๒๕ มีนามว่า พระเจ้าจันทรภาณุ แล้วลำดับต่อมาก็เป็นองค์ที่ ๓ ใช้ชื่อเดียวกัน

พระเจ้าจันทรภาณุองค์ที่ ๓ ปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ ๒๓ ซึ่งพบที่วัดเสมาเมือง จารึกไว้ว่า “เป็นหัวหน้าราชวงค์ปทุมวงศ์ ทรงมีพระเดชานุภาพมาก ได้ยกกองทัพไปรบลังกาสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ ได้ชัยชนะ ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่นครศรีธรรมราช ต่อมาได้ยกทัพไปรบอีก แต่คราวนี้แพ้สิ้นชีวิตในที่รบ”

เหตุการณ์ในสมัยพระเจ้าจันทรภาณุที่ ๓ นี้ ปรากฎว่าได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมพระบรมธาตุเจดีย์ที่พระเจ้าจันทรภาณุองค์ที่ ๑ สร้างไว้ ในการนี้ได้มีผู้ร่วมกุศลสร้างสิ่งถาวรวัตถุเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือนางพญาจัณฑี ซึ่งทิ้งเมืองที่เขาดินสอ บริเวณเชิงเขาเหมนในตำบลช้างกลาง ได้สร้างพระแอด หรือพระกัจจายน์ ซึ่งยังอยู่จนทุกวันนี้ ปัจจุบันได้ประดิษฐานที่วิหารพระแอด ซึ่งสร้างโดยพ่อท่านผุด สุวฒฺโน (พระพุทธิสารเถร)

พระเจ้าจันทรภาณุองค์ที่ ๔ ขึ้นครองเมืองสืบต่อจากองค์ที่ ๓ ได้ประสบปัญหาชาวชวายกทัพมารบ ฝ่ายพระเจ้าจันทรภาณุแพ้ต้องส่งส่วยไข่เป็ดอยู่หลายปี ครั้นต่อมาส่งส่วยไม่สม่ำเสมอ ชวายกทัพมาตีอีก แต่คราวนี้มีวีรบุรุษชื่อ “พังพการ” ใช้กลวิธีการรบเอาชนะได้ แต่ก็เกิดไข้ห่าระบาดหนัก ผู้คนหนีตาย ชนะชวาแต่มาแพ้ภัยเชื้อโรค องค์ที่ ๔ ครองเมืองจนถึงแก่สวรรคตและสิ้นสุดหัวเมือง ๑๒ นักษัตรด้วย เมืองนครศรีธรรมราชก็อ่อนกำลังลง ในที่สุดก็ขึ้นแก่กรุงศรีอยุธยา และสิ้นสุดหัวเมือง ๑๒ นักษัตรตั้งแต่นั้นมา

๓. ยุคสุโขทัย

ในยุคสุโขทัยนี้พุทธศาสนาลังกาวงศ์ได้เข้ามาแพร่หลายในนครศรีธรรมราชก่อน แล้วได้แพร่เข้าไปในกรุงสุโขทัยโดยพ่อขุนรามคำแหงนำไป ซึ่งมีหลักฐานในศิลาจารึกว่า “ พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทาน แก่มหาเถรสังฆราชา ปราชญ์เรียนจบพระไตรปิฎก หัวก๊กปู่ครูในเมืองนี้ ทุกคนลุกแต่เมืองนครศรีธรรมราชมา”

พุทธศาสนาลังกาวงศ์นั้นเป็นนิกายดั้งเดิมที่เรียกว่า เถรวาท หรือหินยาน มาตั้งมั่นที่นครศรีธรรมราชก่อนเมืองอื่น ๆ ทั้งหมด และในยุคนี้เองที่นครศรีธรรมราชได้พระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งคือพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งได้มาจากลังกา พระเจ้ารามคำแหงทราบข่าวก็เสด็จมาเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย ในตอนเดินทางกลับทรงนั่งประคองพระพุทธรูปองค์นี้ไปตลอดทาง ปัจจุบันนี้ประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ก็ได้จัดทำพระพุทธสิหิงค์จำลองไปประดิษฐานตามจังหวัดต่าง ๆ ถึงเทศกาลสงกรานต์ก็นำออกมาแห่ และทำพิธิสรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคล ที่อำเภอช้างกลางก็มีที่วัดมะนาวหวาน เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลองแบบนครศรีธรรมราช สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาได้เสด็จมาเททองหล่อ

๔. ยุคอยุธยา

ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๑๙๑๒ พระเจ้าอู่ทองเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของกรุงศรีอยุธยา แคว้นนครศรีธรรมราชรวมกับแคว้นอยุธยาเป็นแคว้นเดียวกัน เรียกว่า “อาณาจักรสยาม” จีนเรียกว่า “เสียมหลอก๊ก” ส่วนพวกพม่านั้นจีนเรียกว่า “ฮวนพุงลาย” หมายถึงพวกคนป่าสักลายที่พุง

ในปี พ.ศ. ๑๙๓๑ สมเด็จพระราเมศวรกษัตริย์องค์ที่ ๔ ได้ยกทัพไปปราบเชียงใหม่ และได้กวาดต้อนชาวเชียงใหม่จำนวนหนึ่งให้มาอยู่ที่นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และจันทบุรี ส่วนมากเป็นลาวพุงดำและลาวพุงขาว ที่เรียกว่าลาวพุงดำเพราะสักลายที่พุง ส่วนลาวพุงขาวไม่สักลาย มีเกล็ดประวัติเสริมว่าเมื่อครั้งกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบรรยายประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ท่านให้ข้อสังเกตว่า ชาวเหนือที่ย้ายไปอยู่นครศรีธรรมราชนั้น มีภาษาพูดเหมือนกับไทยพวกหนึ่งที่เรียกว่า “ไทยลื้อ” ที่อยู่ในเชียงคำ เชียงรุ้ง จึงเชื่อได้ว่า บรรพบุรุษส่วนหนึ่งของชาวนครศรี ฯ พัทลุง สงขลา เป็นพวกไทยลื้อที่อพยพไปอยู่ในสมัยพระราเมศวร วัฒนธรรมสำคัญที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน คือสำเนียงปักษ์ใต้ที่พูดกันอยู่เป็นสำเนียงคล้ายกับภาษาที่คนไทยลื้อ และไทยดำพูดกัน

ถึงปี พ.ศ. ๑๙๙๑ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กษัตริย์องค์ที่ ๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงปฏิรูปการปกครองแบบศักดินาตามขอม โยงอำนาจเข้าส่วนกลาง ได้เปลี่ยนฐานะเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมือง “พระยามหานคร” โดยแยกหน้าที่การปกครอง มีทั้งฝ่ายสมุหกลาโหม และสมุหนายก มีกรมการเมือง ตำแหน่งเวียง วัง คลัง นา ต่อมาเมื่อมีตำแหน่งเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น เมืองนครฯ ก็เป็นเมืองระดับชั้นเจ้าพระยาปกครอง มีเจ้ากรมที่มีชื่อเสียงหลายกรมอยู่ในสังกัด เช่นกรมช้างกลาง กรมช้างขวา และกรมช้างซ้าย มีศักดินาเกิดขึ้นตามกฎหมายศักดินาซึ่งตราขึ้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘

เมื่อถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ระหว่าง พ.ศ. ๒๑๙๙ – ๒๒๓๑ ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๒๙ แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ส่งพระยารามเดโช แม่ทัพคู่ใจให้มาครองเมืองนครศรีธรรมราช ในยุคนั้นได้เกิดกวีศรีปราชญ์ บุตรโหราธิบดี ผู้แต่งหนังสือ “จินดามณี” เล่มแรก สำหรับให้คนไทยได้เรียนภาษาไทย ศรีปราชญ์มีความผิดต่อกฎมณเทียรบาลเรื่องสตรีในราชสำนัก จึงถูกเนรเทศให้มาอยู่นครศรีธรรมราช มาอยู่ที่นี่ไปมีบทรักกับเมียน้อยของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ก็ถูกลงโทษประหารชีวิต เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ได้ทราบ ทรงกริ้วเป็นอย่างยิ่ง และเสียดายศรีปราชญ์ จึงได้สั่งประหารชีวิตเจ้าพระยานครด้วยดาบที่ประหารชีวิตศรีปราชญ์นั่นแล

ครั้นต่อมา ปรากฎตามประชุมพงศาวดารภาค ๒ ว่า เมื่อปีจอจัตวาศก จุลศักราช ๑๑๐๔ ปี(พ.ศ๒๒๘๕) ในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐได้โปรดเกล้าฯตั้งพระยาไชยาธิเบศร์เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช

 

๕. ยุคกรุงธนบุรี

ในปี ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาแตก สยามแยกออกเป็น ๕ ก๊ก เมืองนครศรีธรรมราชก็ตั้งขึ้นเป็นชุมนุมหนึ่ง โดยมีปลัดหนูเป็นหัวหน้า พระเจ้าตากซึ่งขณะนั้นได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงธนบุรี ได้ยกทัพมาปราบในปี ๒๓๑๒ ยึดเมืองนครได้ เว้นโทษเจ้านครหนู โดยให้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นข้าฯในกรุงธนบุรี แล้วโปรดแต่งตั้งเจ้านราสุริยวงศ์ พระเจ้าหลานเธอเป็นเจ้าครองเมืองนครศรีธรรมราช เจ้านราสุริยวงศ์ครองเมืองได้ ๖ ปีก็ถึงแก่พิราลัยใน พ.ศ. ๒๓๑๙

พระเจ้าตากนั้นได้ธิดาของเจ้าพระยานครหนูเป็นบาทบริจา ๓ นาง จึงได้โปรดตั้งเจ้าพระยานครหนูมาเป็นเจ้าเมืองนคร เมื่อปีวอกอัฐศก จุลศักราช ๑๑๓๘ ปี(พ.ศ.๒๓๑๙) มีศักดิ์เทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน โดยพระราชทานนามในสุพรรณบัตรว่า “พระเจ้าขัติยราชนิคม สมมุติมไหศวรรย์ พระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสีมา” มีอำนาจแต่งตั้งพระยา อัครมหาเสนา และจตุสดมภ์สำหรับเมืองนครได้

๖. ยุครัตนโกสินทร์

เมื่อพระเจ้าตากครองกรุงธนบุรีได้ ๑๔ ปี พระยาสรรค์ทำการกบฎ จับพระเจ้าตากบังคับอุปสมบท ขณะนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริยศึก ทหารคู่พระบารมีกำลังออกไปปราบเขมร พอทราบข่าวเกิดความยุ่งเหยิงในกรุงธนก็ยกทัพกลับ พวกขุนนางทั้งหลายก็อัญเชิญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีพระนามต่อมาว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นปฐมวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์ก็เริ่มตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ซึ่งเป็นวันที่พระเจ้าตากถูกสำเร็จโทษเป็นต้นมา

เมื่อรัชกาลที่ ๑ ได้ขึ้นครองราชย์แล้วก็ได้ลดยศ พระเจ้านครศรีธรรมราชหนูลงมาเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช แล้วแต่งตั้งให้อุปราชพัดผู้เป็นลูกเขยของเจ้าพระยานครหนูขึ้นเป็น “เจ้าพระยานคร”แทน เมื่อปีมะโรงฉศก จุลศักราช ๑๑๔๖ ปี(พ.ศ.๒๓๒๗)

เจ้าพระยานครพัดนั้นเดิมรับราชการในพระเจ้าตากสิน เป็นที่โปรดปรานมาก เพราะมีความชอบในราชการสงคราม เมื่อภรรยาที่ชื่อนวลสิ้นชีวิต (นวลเป็นธิดาของเจ้าพระยานครหนู) ก็มีความเห็นใจมาก จึงพระราชทาน “เจ้าคุณปราง” ซึ่งเป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามให้เป็นภรรยา (เจ้าคุณปราง เป็นธิดาของเจ้าพระยานครหนูเช่นกัน) แต่บังเอินเจ้าคุณปรางตั้งครรภ์กับพระเจ้าตากสินมาแล้วสองเดือน พวกท้าวนางทูลกระซิบว่า เจ้าคุณปรางมีครรภ์แล้วอย่าให้ไป แต่พระเจ้าตากตรัสว่า บอกให้ไปแล้วก็ต้องให้ไป คืนคำไม่ได้

เมื่อเจ้าพระยานครพัดได้รับเจ้าคุณปราง ก็ได้ตั้งเป็นแม่วัง มิได้ข้องเกี่ยวในฐานะเมียแต่อย่างใด เพราะมีความเคารพในพระเจ้าตาก เมื่อเจ้าคุณปรางให้กำเนิดลูกออกมาเป็นชาย เรียกกันว่าเจ้าน้อย

เจ้าน้อยจึงได้กลายเป็นลูก ๒ พ่อ คือ

๑. ในทางราชการ หรือในทะเบียนบ้าน ได้ชื่อว่า “น้อย” เป็นลูกของเจ้าพระยานครพัด นับลำดับเป็นบุตรคนที่ ๓ ในจำนวนพี่น้อง ๑๐ คน

๒. ในทางสายเลือด เป็นโอรสของพระเจ้าตากลำดับที่ ๒๖ ในจำนวนพระราชโอรสธิดา ๓๐ องค์

เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๑ ขึ้นรัชกาลที่ ๒ เจ้าพระยานครพัดได้ขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองนครฯ เพราะชราภาพ รัชกาลที่สองก็ได้โปรดแต่งตั้งเจ้าน้อย ให้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน เมื่อปีมะแมตรีศก จุลศักราช ๑๑๗๓ ปี(พ.ศ.๒๓๕๔) พระราชทานในตราตั้งครั้งแรกว่า “พระยาศรีธรรมโศกราช ชาติเดโชชัย มไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยกรมพาหุ พระยานครศรีธรรมราช”

เจ้าพระยานครน้อยเป็นเจ้าเมืองนครที่มีความสามารถมาก คือ

๑.สามารถปราบปรามหัวเมืองได้อย่างราบคาบ

๒.เป็นนักการทูตเจรจาความเมืองกับอังกฤษ จนเป็นที่ยอมรับนับถือของเหล่าชาวอังกฤษที่เข้ามาอยู่ในหัวเมืองมะลายู ซึ่งหัวเมืองมะลายูทั้งหมดขณะเป็นเมืองขึ้นของไทย ในความปกครองของเจ้าพระยานคร

๓.เป็นช่างต่อเรือจนได้นามว่า “นาวีสถาปนิก”

๔.เป็นต้นกำเนิดเกิดเครื่องถมเงิน เครื่องถมทองมีชื่อมาถึงปัจจุบัน

เจ้าพระยานครน้อยเป็นเจ้าเมืองนครนานถึง ๒๙ ปี กระทั่งปี ๒๓๕๒ ก็ถึงแก่กรรมด้วยโรคไข้ป่าและโรคหอบขณะอายุได้ ๖๓ ปี มีบุตรธิดาทั้งหมด ๓๖ คน ใน ๓๖ คนนี้

- ได้เป็นเจ้าจอมมารดา ๒ คน

- ได้เป็นเจ้าจอม ๑๑ คน

- ได้เป็นเจ้าพระยา ๒ คน

- ได้เป็นพระยา ๔ คน

- ได้เป็นขุนนางชั้นพระ ๗ คน

- เป็นคนธรรมดาสามัญ ๑๐ คน

รวม ๓๖ คน เท่ากับ ๓ โหล

เมื่อเจ้าพระยานครน้อยถึงแก่อสัญกรรมแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ก็ได้โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เจ้าพระยานครน้อยกลาง (ซึ่งเป็นลูกเจ้าพระยานครน้อยกับท่านผู้หญิงอิน) ให้เป็นเจ้าพระยานคร

ในช่วงที่เจ้าพระยานครน้อยกลางเป็นเจ้าเมืองนคร เมืองไทรบุรียังเป็นเมืองขึ้นกับเมืองนครฯ พวกแขกไม่ยำเกรงและทำการกบฏ ทำให้ฐานะของเจ้านครตอนนั้นด้อยลงไป ถูกลดบทบาทเมืองนครลงเป็นระดับหัวเมืองชั้นเอก เรื่องสำคัญ เช่นการสงคราม การต่างประเทศ ส่วนกลางเป็นผู้สั่งการ

เจ้าพระยาน้อยกลางถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๐ ปลายรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดให้เจ้าพระยาหนูพร้อมผู้เป็นลูกเจ้าพระยาน้อยกลาง เป็นเจ้าเมืองนครแทน

ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเมืองไทรบุรีซึ่งขณะนั้นยังขึ้นกับเมืองนคร แต่เจ้าพระยานครหนูพร้อมไม่ไปรับเสด็จ จึงถูกเรียกตัวเข้ารับราชการในกรุงเทพถึง ๒๐ ปี เป็นการสิ้นสุดตำแหน่งเจ้าพระยานครตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ประกอบกับรัชกาลที่ ๕ ได้ปฏิรูปการปกครองแบบจตุสดมภ์ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งมีมาแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ปี พ.ศ. ๑๙๙๑ มาเป็นรูปแบบกระทรวง มีเสนาบดีเป็นเจ้ากระทรวง ในส่วนภูมิภาคก็จัดรูปการปกครองแบ่งเป็นมณฑล โดยใช้กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. ๑๑๕ , ๑๑๖ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๑ โดยมีเทศาภิบาลมณฑลเป็นผู้สำเร็จราชการ มณฑลหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยจังหวัดหลาย ๆ จังหวัดที่มีเขตติดต่อรวมกันเป็นมณฑล ตำแหน่งและบทบาทของเจ้าพระยานครก็หมดลง มีเจ้าเมืองขึ้นมาแทนที่เรียกปัจจุบันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดด้วยประการฉะนี้แล

First posted: 15 กรกฎาคม 2562 | 17:49