Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา    Thai | English | Chinese | THAI Overseas
0
Home / เศรษฐกิจ / พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
รองนายกฯ'สมคิด' พอใจกฏหมายอีอีซีผ่านสภาฯ เชื่อนักลงทุนม้่นใจ ส่วนรมว.กลาโหมร่วมนั่งบอร์ดนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ
รองนายกฯ'สมคิด' พอใจกฏหมายอีอีซีผ่านสภาฯ เชื่อนักลงทุนม้่นใจ ส่วนรมว.กลาโหมร่วมนั่งบอร์ดนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ
พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) สนช.ผ่านกฏหมายอีอีซีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561
Last updated: 9 กุมภาพันธ์ 2561 | 18:23
สมาชิกสภานิติบัญญัติ สนช.ลงมติเอกฉันท์เห็นชอบร่างพ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ประกาศใช้เป็นกฏหมาย รองนายกฯสมคิดเชื่อนักลงทุนมั่นใจยิ่งขึ้นมีคำขอบีโอไอในอีอีซีกว่า 2 แสนล้านบาท ส่วนรัฐมนตรีกลาโหมร่วมนั่งบอร์ดนโยบายเขตพัฒนาพิเศษด้วย ขณะที่วิษณุ รองนายกฯประกาศรัฐบาลเดินหน้าต่อยอดอีสเทิร์นซีบอร์ด

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 170 เสียงเห็นชอบให้ร่างพ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ประกาศใช้เป็นกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะส่งให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

ทั้งนี้ ระหว่างการอภิปรายได้มีสมาชิกสนช.ส่วนใหญ่สอบถามว่าทำไมถึงมีการแก้ไข มาตรา 6 ที่กำหนดให้ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง จะตราพ.ร.ฎ.ให้พื้นที่บางส่วนในเขตจังหวัดที่ติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการดังกล่าว ให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วยก็ได้

โดยสมาชิกสนช.ส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนดเช่นนี้อาจทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและขยายพื้นที่พิเศษเลยออกไปจากภาคตะวันออกได้ เนื่องจากการพิจารณาของสนช.ในวาระแรกนั้นได้รับหลักการว่าด้วยการกำหนดให้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีเฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และพื้นที่อื่นใดในภาคตะวันออกที่ถูกประกาศโดยพ.ร.ฎ.เท่านั้น

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า เรื่องนี้มาจากคณะกรรมการระเบียงเศรษฐกิจที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ควรหาทางให้จุดที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคเข้ามาอยู่ในการได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายด้วย

“ตัวอย่างที่ชัดและเป็นรูปธรรมที่สุด คือ สถานีรถไฟมักกะสัน จะกันเอาไว้สำหรับให้คนที่มาลงทุนและพัฒนาได้สิทธิประโยชน์ จึงถือเสมือนว่าเป็นพื้นที่ไข่ขาวด้วยโดยจะต้องออกเป็นพ.ร.ฎ.ที่ผ่านคณะรัฐมนตรี ภายใต้ความจำเป็นและเพื่อประโยชน์สาธารณูปโภคหรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น จะเอาทำไปอย่างอื่นไม่ได้ เช่น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย หรือ การตั้งโรงงานอุตสาหกรรม จึงคิดว่าเมื่อเราเขียนในมาตรา 6 เช่นนี้ก็ยังอยู่ในหลักการของกฎหมาย” นายวิษณุ กล่าว

ขณะที่ มาตรา 10 ว่าด้วยสัดส่วนของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก นายมณเฑียร บุญตัน และ พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ สมาชิกสนช.เสนอให้เพิ่มรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รมว.ศึกษาธิการ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายรัฐวิสาหกิจ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด เข้ามาเป็นคณะกรรมการฯด้วย เพื่อให้มีกรรมการที่มีคุณวุฒิครบทุกด้านโดยไม่จำกัดเฉพาะแต่เศรษฐกิจเท่านั้น

นายวิษณุ กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายฯตามที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายนั้นคณะรัฐมนตรีได้มีการปรับแก้ไขมาแล้วหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มีนโยบายว่ากระทรวงไหนที่ไม่ได้มีผู้แทนเข้ามานั่งในกรรมการนโยบายฯ จะต้องดำเนินการขับเคลื่อนงานให้สอดรับไปด้วย ส่วนการเพิ่มสัดส่วนของรมว.กลาโหมและรมว.ศึกษาธิการเข้ามาเป็นกรรมการนโยบายฯโดยตำแหน่ง เนื่องจากมีสมาชิกสนช.เสนอต่อคณะกมธ.วิสามัญและมีเหตุผลที่เป็นที่ยอมรับ โดยกรณีของรมว.กลาโหมนั้นพบว่าการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษจะมีเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน และ ชายฝั่งทะเล จึงคิดว่าควรให้รมว.กลาโหมที่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาทุกเหล่าทัพเข้ามาทำหน้าที่ดูแล ขณะที่ กรณีของรมว.ศึกษาธิการ มีเหตุผล คือ ในระยะยาวจะต้องพัฒนาบุคคลากรเพื่อรองรับเข้าไปทำงานในอีอีซี

ต่อมา คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ ได้แก้ไขบทบัญญัติมาตรา 49 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษซึ่งเป็นนิติบุคคลและเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดินมีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เฉพาะเพื่อการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตได้ ซึ่งที่ประชุมสนช.ได้ให้ความเห็นชอบกับมาตราดังกล่าว

ภายหลังสนช.ลงมติให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งฉบับ นายวิษณุ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือในการช่วยจัดทำร่างกฎหมายฉบับนี้ ในโอกาสรัฐบาลจะใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้า ซึ่งเป็นการต่อยอดจากอีสเทิร์นซีบอร์ด และเชื่อว่าผลผลิตที่เกิดขึ้นจากกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษฉบับแรกนี้จะนำมาซึ่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความเป็นธรรมต่อไปในอนาคต

สำหรับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรบ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติ (สนช.) ว่าเมื่อกฎหมายอีอีซีออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว จะยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนมากยิ่งขึ้น โดยเวลานี้มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอีอีซีกว่า 2 แสนล้านบาทจากนี้ไปการดำเนินการในอีอีซีต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต้องเดินสายโรดโชว์ในพื้นที่ ในประเทศที่ยังไม่เคยไปหรือไปน้อย เช่นยุโรป อังกฤษ จีน เพื่อเชิญชวนดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาในอีอีซีให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ส่วนที่ญี่ปุ่นนักลงทุนต่างให้ความสนใจอยู่แล้ว ซึ่งตนเองพยายามต้องการให้สถาบันการศึกษาเข้ามาลงทุน

“ที่ผ่านมานักลงทุนรอความชัดเจนในเรื่องของกฎหมายรองรับการลงทุนในพื้นที่อีอีซี จึงมั่นใจว่าการเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ครั้งนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนในและต่างประเทศมีความมั่นใจเข้ามาลงทุนในอีอีซีอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยปีนี้มีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซีมากกว่าเป้าหมายเดิมตั้งไว้" นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว

 

 

First posted: 9 กุมภาพันธ์ 2561 | 18:22