Social media
สำนักข่าว 4 ภาษา English | Thai | Chinese | Europe
Home / การเมือง / นายกรัฐมนตรี
รัฐบาลเร่งช่วยประชาชนอย่างยั่งยืน เป็นไทยอย่าให้ร้ายเมืองไทย
 รัฐบาลเร่งช่วยประชาชนอย่างยั่งยืน เป็นไทยอย่าให้ร้ายเมืองไทย
Last updated: 3 เมษายน 2560 | 20:32
นายกรัฐมนตรี คุยชาวนครพนม ย้ำรัฐบาลเร่งช่วยประชาชนแบบยั่งยืน ลุยเศรษฐกิจการค้าชายแดน – ยึดกฎหมาย ยันไม่รังแกใคร ซัดพวกป่วนอยู่ต่างประเทศ เมินไล่พ้นรัฐบาลโต้ไม่เป็นประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี อาทิ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี (กำกับเขตตรวจราชการจังหวัดนครพนม) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจน พลเอก วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และพลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.นครพนม เพื่อพร้อมพบปะและรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน รวมทั้งหารือกับภาคเอกชนในพื้นที่เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยเฉพาะการพัฒนาการเกษตรและอาหาร การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว และการบริหารจัดการน้ำ ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน การตรวจเยี่ยมติดตามและผลักดันนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครพนมอย่างยั่งยืน ที่ รร.บ้านนาโดนใหม่ อ.เรณูนคร พร้อมเยี่ยมนิทรรศการบ้านสวย เมืองสุขกิจกรรมศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านเนินน้ำคำ 

 

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที โดยย้ำว่า จังหวัดนครพนมเป็นจังหวัดที่มีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ทำให้มีศักยภาพในการเชื่อมโยงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมมีแหล่งมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีภูมิทัศน์ริมฝั่งโขงที่สวยงาม ประชากรมีความหลากหลายในชาติพันธุ์ มีประเพณีวัฒนธรรม และวิถีการดำรงชีวิตที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ในอำเภอเรณูนครแห่งนี้ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าผู้ไท จึงขอชื่นชมประชาชนที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้เป็นอย่างดี ด้วยศักยภาพดังกล่าวทำให้มองเห็นโอกาสด้านการท่องเที่ยวที่สามารถเชื่อมโยงธรรมชาติ ประเพณีศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น ตลอดจนวัฒนธรรมของสองฝั่งแม่น้ำโขงเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด ในการพัฒนาการท่องเที่ยว 3 ธรรม ได้แก่ ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม เพื่อให้จังหวัดนครพนมแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอารยธรรมลุ่มแม่น้ำโขง อันเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย ประเทศเพื่อนบ้านและชาวต่างชาติ ให้มาเยี่ยมเยือนจังหวัดนครพนม และสร้างรายได้สู่ชุมชนเป็นจำนวนมากในแต่ละปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ได้แก่ พระธาตุพนม และพระธาตุบริวาร พระธาตุประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน ซึ่งกระจายกันอยู่ในหลายอำเภอ รวมทั้งอำเภอเรณูนครแห่งนี้ ที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุเรณู สำหรับผู้ที่เกิดวันจันทร์ นับเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวลาวที่ได้กราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ตลอดจนการมี Landmark องค์พญาศรีสัตตนาคราช ที่เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวนครพนมและประชาชนที่อาศัยริมฝั่งแม่น้ำโขง นอกจากนี้ ยังมีประเพณีที่สำคัญที่ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ทั้งการจัดงานนมัสการพระธาตุพนม เป็นจุดร่วมเชื่อมความศรัทธาของประชาชนในแถบพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง งานประเพณีไหลเรือไฟ ซึ่งเป็นงานประเพณียิ่งใหญ่ที่ได้ร่วมกันจัดต่อเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนาน ถือเป็นแบบอย่างอันดีในการส่งเสริมประเพณีเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางสังคม

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม โดยขณะนี้ได้กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 ทั้งการกำหนดสิทธิประโยชน์สำหรับกิจการเป้าหมาย และเงื่อนไขของกิจการที่ให้การส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม 10 ประเภทกิจการ และเพิ่มเติมกิจการเป้าหมายอีก 13 กลุ่มกิจการ การจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุนและด้านแรงงาน (OSS) เปิดให้บริการแล้ว โดย OSS ด้านการลงทุน จัดตั้ง ณ อาคารเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 อันจะเป็นการพัฒนาขีดความสามารถด้านการค้า การลงทุนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

 

สำหรับแผนงานโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ การก่อสร้างอาคารด่านศุลกากรนครพนมแห่งใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2561 การก่อสร้างถนนจากท่าอากาศยานนครพนม – สะพานมิตรภาพ 3 (นครพนม – คำม่วน) การก่อสร้างศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม เพื่อรองรับการขนส่งระหว่างประเทศไทย – ลาว – เวียดนาม - จีน การก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 212 (นครพนม-ท่าอุเทน) และการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร - นครพนม เชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้ชีวิตของประชาชนมีคุณภาพมากขึ้น

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า “ต่างประเทศเวลามาเที่ยวเมืองไทยเขาติดใจไม่อยากกลับ เว้นแต่คนไทยไม่ติดใจประเทศตัวเอง ไม่อยากอยู่ อยากไปอยู่ที่อื่น แปลกดีนะ ไม่ใช่พวกเรานะ มีบางพวกชอบหนีไปอยู่ที่อื่น มันไม่ใช่ มันต้องอยู่ประเทศไทย แผ่นดินไทยเกิดที่นี่ ต้องอยู่ที่นี่ ตายที่นี่ อะไรหนีไปอยู่ที่อื่น แล้วก็ด่าประเทศไทยโครมๆ ท่านยอมหรือ ผมไม่ทำหรอกไอ้แบบนี้ อย่าไปเชื่อเขา ไม่เชื่อผมก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปเชื่อเขาแล้วกัน ผมก็เหนื่อยใจ”

 

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ได้กล่าวรายงานว่า จังหวัดนครพนม มีจุดแข็ง 3 ด้าน คือ 1) การเป็นเมืองหน้าด่านในการเดินทางไปยังลาว เวียดนาม และจีน 2) เป็นเมืองที่มีสภาพภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์ ภัยพิบัติต่าง ๆ มีน้อยมากเมื่อเทียบกับจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออื่นๆ 3) เป็นเมืองที่มีแหล่งสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างมาก เช่น พระธาตุพนม พระธาตุประจำวันเกิด และมีวัฒนธรรมชนเผ่าที่เข้มแข็ง อาทิ ชนเผ่าผู้ไทยเรณูนคร

 

สำหรับผลงานของจังหวัดที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลเฉพาะที่สำคัญ ๆ เช่น 1) การบริหารงบประมาณตามโครงการสำคัญของรัฐบาล ได้แก่ โครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้านบาท) จำนวน 1,880 โครงการ งบประมาณ 483,771,680.23 บาท และโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ หมู่บ้านละ 250,000 บาท จำนวน 1,200 โครงการ งบประมาณ 282,000,000 บาท สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ 100% ทั้ง 2 โครงการ ประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 200,000 ครัวเรือน 2) การส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ข้าวหอมมะลิ จำนวน 15 แปลง  พื้นที่ 36,000 ไร่ และมีข้าวหอมมะลิอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลข้าวหอมมะลิอินทรีย์ (EU) 3) การส่งเสริมการท่องเที่ยว กำหนดแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อบูรณาการทุกภาคส่วนในเป้าหมายทิศทางเดียวกัน คือ การรักษาความเป็นเมืองน่าอยู่นำไปสู่เมืองแห่งความสุข ตามสโลแกน "นครพนม ชม 3 ที่สุด" คือ (1) ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด: พระธาตุพนม (2) สวยที่สุด: สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม - คำม่วน) (3) งามที่สุด: ทิวทัศน์ริมฝั่งโขง อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนชาวนครพนมได้โดยตรง  4) การบริหารจัดการน้ำ จังหวัดนครพนมมีลุ่มน้ำสำคัญ คือ แม่น้ำโขงยาว 174 กิโลเมตร มีลุ่มน้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขง คือ ลุ่มน้ำสงคราม ลุ่มน้ำยาม  ลุ่มน้ำก่ำ ในเขตชลประทานเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำก่อนไหลลงแม่น้ำโขง โดยโครงการขุดลอกเพิ่มพื้นที่แก้มลิงและขนมครกต่าง ๆ อีกจำนวนมาก นอกเขตชลประทานเพิ่มการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การขุดเจาะบ่อบาดาล การใช้พืชน้ำน้อย เป็นต้น 5) การส่งเสริมเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ นครพนมอยู่ในระยะที่ 2 มีความพร้อมในการรองรับนักลงทุนอย่างสูง

 

สำหรับปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรค ประกอบด้วย 1) การบริหารจัดการขยะ ซึ่งขณะนี้บางพื้นที่ทางโซนใต้ของจังหวัดนครพนมมีปัญหาเรื่องการบำบัดขยะ หากสามารถให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำแผนและมีอำนาจในการบริหารจัดการวิธีกำจัดขยะในท้องที่ได้ด้วยตนเองจะสามารถแก้ไขปัญหาในท้องที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) ภาคการเกษตรมีประชากรภาคการเกษตรมากกว่า 60% แต่รายได้ภาคการเกษตรต่ำเพียง 31% ของภาพรวมทั้งหมด ดังนั้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของราษฎรภาคการเกษตรให้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มปริมาณ คุณภาพ และราคาของสินค้าภาคการเกษตรให้สูงขึ้นจะทำให้รายได้ภาคการเกษตรสูงขึ้น 

 

First posted: 28 มีนาคม 2560 | 11:11